ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา: พันธกิจไม่แบ่งข้าง 'รัฐบาล-ฝ่ายค้าน'
“...ในเรื่องของการศึกษา ต้องไม่มีเรื่องของรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เพราะสิ่งนี้จะป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ และพัฒนาการเมืองการปกครองในระบบการประชาธิปไตย...”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา ได้เริ่มเปิดหัวข้อเสวนา “ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา: ปัญหาและทางออก” ด้วยถ้อยคำและท่าทีที่แสดงความมุ่งมั่นในการปฏิรูประบบการศึกษาไทย จัดโดยคณะกรรมการการศึกษา สภาผู้แทนราษฏร เมื่อช่วงสายของวันที่ 29 กันยายน 2552 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์
อภิสิทธิ์ได้ยอมรับถึงปัญหาโดยรวมของระบบการศึกษาไทยที่ยังยึดโยงกับหลายภาคส่วน อีกทั้งระบบที่ยังจัดไม่คล่องตัว ทำให้นโยบายดีๆหลายเรื่องต้องชะงักงัน เนื่องจากงบประมาณการจัดสรรที่ไม่เอื้ออำนวย และรูปแบบการศึกษาที่ยังไม่มีคุณภาพ
“เรามีการพูดถึงโรงเรียน ICU คือ โรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐานจากการทำงานของสมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ฉะนั้นภายใต้ภารกิจของไทยเข้มแข็ง รัฐบาลนี้ก็จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยการผลักดันให้เกิดการศึกษาฟรี 15 ปีได้จริงอย่างมีคุณภาพ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ยังทำได้ไม่เต็มที่ ทั้งรูปแบบและแนวทางยังถูกตั้งคำถามว่า จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่องได้จริงหรือไม่” อภิสิทธิ์กล่าว และอธิบายต่อว่า
การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ใช้เวลามาก และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นทั้งในเชิงการเมืองและการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจ การถ่ายโอนอำนาจ ซึ่งนี้เป็นปัญหาที่ว่า ถ้าหมกหมุ่นกับเรื่องโครงสร้างมากจนเกินไปก็จะละเลยเป้าหมายใหญ่ที่ระบบการศึกษาไทยต้องการจะไปให้ถึง

สำหรับการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองนั้น ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วในวันที่ 18 สิงหาคม โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2552-2561 ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักที่จะนำมาสู่กรอบการปฏิรูปในการศึกษา คุณภาพของเด็กในประเทศไทย ครู และระบบการจัดการที่ดี ดังนี้
- การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเรียนรู้ในประเทศไทย
-
โอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
-
ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีภาคส่วน
“ผมขอยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาลจะให้นโยบายอื่นๆ และภาคส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสธ.ทำงานสอดคล้องเกื้อหนุนกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่สนับสนุนต่อการเรียนรู้ และการพัฒนาต่อยอดด้วยตัวผู้เรียนได้ เช่น การกระตุ้นให้การอ่านกลายเป็นวาระแห่งชาติใน 1 ปี เพื่อให้คนไทยอ่านหนังสือให้มากขึ้นเป็นเท่าตัว” อภิสิทธิ์ย้ำ
ด้านปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขนั้น อภิสิทธิ์มีข้อเสนอแนะหลักๆอยู่ 3 ประเด็นดังนี้
-
เรื่องค่านิยมในระบบการศึกษา และการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย: ทำให้ไม่สามารถปฏิรูประบบการศึกษาหลักได้อย่างแท้จริง เพราะส่วนหนึ่งสังคมไทยยังยึดติดกับใบปริญญา โดยที่ไม่คำนึงต่อโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ หรือจะเป็นศักยภาพของผู้เรียนประกอบกันว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยอาจจะไปยึดโยงกับรูปแบบการสอบคัดเลือกมากเกินไป
-
ครูยุคใหม่: ต้องมีการพัฒนาทั้งในเรื่องการเรียนรู้ และสวัสดิการ โดยไทยเข้มแข็งก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
-
การปกครอง และการจายอำนาจ: โดยมีกลไกขับเคลื่อนสำคัญ 2 คณะคือ คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นประธาน และคณะกรรมการขับเคลื่อนที่มีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน

“ผมได้สั่งให้รื้อระบบเสียใหม่ ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอบคัดเลือกไม่งั้นก็จะเหมือนคอขวดในการศึกษา” อภิสิทธิ์กล่าว และเสริมต่อว่า ผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาไม่ใช่อยู่ที่ใบปริญญา แต่อยู่ที่ทักษะที่นักศึกษาจะเอาไปใช้ได้จริง ต่อไปต้องมีใบรับรองว่า นักศึกษามีคุณวุฒิที่สอดคล้องต่อความต้องการในสังคมให้ได้
“ผมอยากให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลจะเดินหน้าการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 อย่างเต็มที่ โดยได้จัดอยู่ในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตฉบับที่ 11 อย่างไรก็ดี ไม่ว่ารัฐบาลจะมีแผนพัฒนาอย่างไร จะเข้มแข็งหรือไม่ หากขาดการสนับสนุนจากสังคมและความตั้งใจความกล้าหาญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คงประสบผลสำเร็จได้ยาก” อภิสิทธิ์กล่าว และบอกว่า
“บทบาทของการศึกษาในระบบ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างคนเท่านั้น”
“ตอนนี้อะไรเป็นสิ่งที่หล่อหลอมคนในปัจจุบัน วัดสัดส่วนระหว่างครอบครัว ครู แล้วมันลดลงกลายเป็นขึ้นอยู่กับเพื่อนฝูง และสภาพแวดล้อมอื่นๆ เพราะฉะนั้นถ้าการศึกษาไม่เชื่อมโยงกับสภาวะแวดล้อมนี้ มันก็จะไม่นำไปสู่เป้าหมายที่กำหนด”
นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ยังเปิดเผยถึงการผูกขาดทางอำนาจในระบบการศึกษาที่ทำให้ไม่เอื้อต่อการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างแท้จริง ว่าไม่ใช่เป้าหมายหลักในการปฏิรูป ถ้าต่อไปทุกฝ่ายสามารถละสถานะในแง่ตำแหน่ง อำนาจ และการผูกขาด ก็จะสามารถทำให้เกิดการปฏิรูปได้แท้จริง
“ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายและกล้าหาญมากๆ” อภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย
ก่อนสรุปย้ำต่อว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ คือ การทำให้คนไทยตระหนักว่าการศึกษาในระบบเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการศึกษาที่ดี ซึ่งหมายรวมถึงการทำงานที่ครอบคลุมกว้างขวางมากกว่าการศึกษาในระบบ ถ้าการศึกษาไม่สามารถสอนให้คนเรียนรู้แยกแยะข้อมูลข่าวสารที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาได้
ก็จะไม่ทำให้เกิดการศึกษาที่พัฒนาอย่างมีคุณภาพได้อย่างแท้จริง





