หลากมุข ‘แม่ใหญ่’ อ้อนขวัญใจ ‘พ่อนายกฯอภิสิทธิ์’


“..เฮาบ่มีนายกฯ 19 ปีนะ ก็มาพ่ออภิสิทธิ์ 19 รัฐบาล นี่แหละนายกฯของไทยเฮา ผู้สิแก้ไขปัญหาให้ประชาชนให้ทั่วถึง เฮาก็ยกย่องให้เป็นนายกฯ..”

 

 

จากบทเรียนการเยียวยา ยายไฮ ขันจันทา หนึ่งในราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีการสร้างเขื่อนห้วยละห้า อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมติดต่อยาวนานทุกปีถึง 32 ฝน จนกลายเป็นที่มาของการร้องเรียนตลอด 27 ปี ก่อนที่จะได้รับการพิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือจำนวน 4.9 ล้านนั้น นอกจากจะสะท้อนถึงปัญหาที่ค้างคารอการแก้ไขแล้ว ยังสะกิดถามถึงมาตรการการเยียวยาที่ใครหลายคนมองว่าอาจ ‘เลือกปฏิบัติ’ ในคราวต่อไป

 

การบินลัดฟ้ามอบเงินช่วยเหลือของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ช่วงเช้าวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมาจึงอาจกลายเป็นคำถามต่อเนื่อง ที่รัฐบาลต้องหาทางออกอย่างรวดเร็วและรอบคอบที่สุดในปัญหาทั้งร้อนและเย็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมัชชาคนจน การปฏิรูปที่ดิน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจะเป็นการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ซ้อนทับ

 

 

อย่างไรก็ดี…ในห้วงของความหนักหน่วงในแวดวงการเมืองไทย และสถานการณ์ภัยพิบัติรอบโลก ก็แอบมีมุมเล็กๆที่ทำให้คนไทยได้ยิ้มได้ นอกเหนือจากข่าวเจ้าแพนด้าน้อยหลินปิง น้องหม่องเด็กชายขอบที่พับจรวดกระดาษชนะ หรือจะเป็นเจ้าหนูเคอิโงะที่ได้พบพ่อชาวญี่ปุ่นแล้ว

 

คงหนีไม่พ้น พลพรรค ‘แม่ใหญ่’ ที่ต่างงัดแม่ไม้ลูกหม้อชาวอีสาน มามัดใจนายกฯหน้ามนเพื่อให้เป็นที่จดจำ และจำจดต่อคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้

 

เริ่มจากตำนานที่ปิดฉากลงแล้วอย่าง ‘ยายเนียม พันธุ์มณี’ ชาวบ้าน อ.ม่วงสามสิบ อุบลราชธานี ที่ทำพิธีสวมแหวนหมั้น ก่อนปลายปี 2550 โดยภายหลังจากที่อภิสิทธิ์ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทยนั้น ถึงกับเอ่ยระลึกถึงยายเนียม พร้อมโชว์แหวนทองเหลือง ที่ยายเนียมมอบให้ตนระหว่างการหาเสียงว่า

 

คุณยายเนียม ที่ได้มอบแหวนวงนี้ให้ผม และได้หมั้นผมกับคนอีสานไว้แล้ว วันนี้ผมได้ทำงานให้คนอีสานของท่าน และจะทำงานร่วมกับท่านด้วยความซื่อสัตย์

 

ก่อนยายเนียมบอกถึงสาเหตุที่อยากให้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะว่า “ท่านมีบุคลิกลักษณะดี ไม่น่าจะเป็นคนกะล่อน คิดว่าจะทำตามที่พูดกับประชาชนไว้ นายกฯจะดูแลชาวบ้านให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น"

 

 

 

ขณะที่ยายไฮ ขันจันทา แม่ใหญ่ใจเพชรที่ต่อสู้มาหลายทศวรรษเพื่อความถูกต้องก็ดีใจที่ได้รับการช่วยเหลือ โดยมีการตั้งพิธีบายศรีสู่ขวัญ กระทั่งร้องเพลงหมอรำอวยพรให้นายกฯซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสี

 

ประมาณว่า “เสียดายที่มาเจอนายกรัฐมนตรีตอนแก่ ถ้าตัวฉันเจอนายกฯตอนสาวกว่านี้ ก็คงจะจีบนายกฯ พร้อมอวยพรให้นายกฯอยู่นานๆ” จนเรียกเสียงคนรอบข้างได้เกรียวกราว เมื่อแปลแล้วจะได้ใจความดังนี้

 

..ฟ้าร้องเบาๆ…สงสารจริงแต่ตัวข้า

ไม่เคยเอ่ยออกนะคุณนาย… ขอโทษนะ

นายกคนนี้เขาบอกเห็นใจคนจน

ขอให้ท่านเป็นนายกชั้นเก้า

ขอให้คนทั้งล้าน…แทนพระคุณ แทนพระคุณด้วย

วาสนายายน้อย ไม่คู่ควรกับเจ้าที่เป็นนายกใหญ่

เสียใจจริงๆที่เมื่อก่อนไม่ได้พบเจอเป็นเนื้อคู่กัน

ไม่เสียทีที่เมื่อก่อน ราษฎรเขาได้แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนฯ

ชายสายตาของตัวเจ้านั้นมีเสน่ห์

ของใครก็จะตามไปเอาคืน

จะหมุนจำเวียนเอาคืนจนได้

จะหมุนจะเวียนเอาคืนมาจนได้.."

 

 

ทั้งนี้ยายไฮได้กล่าวทิ้งท้ายยกย่องนายกฯ เป็นภาษาอีสานที่พอจับใจความได้ว่า

 

เฮาบ่มีนายกฯ 19 ปีนะ ก็มาพ่ออภิสิทธิ์ 19 รัฐบาล นี่แหละนายกฯของไทยเฮา ผู้สิแก้ไขปัญหาให้ประชาชนให้ทั่วถึง เฮาก็ยกย่องให้ท่านเป็นนายกฯ ขอขอบคุณท่านนายกฯที่มาเยียวยาราษฎรประชาชนที่เสียหายค่ะ

 

ก่อนจะปิดท้ายด้วยการมอบแหวนทองคำหนัก 1 สลึง ของ ‘ยายเหนง’ แม่ใหญ่บ้านเดียวกับยายเนียม ที่คุณค่าทางจิตใจ ถูกตีค่าให้กลายเป็นข้อถกเถียงทางการเมือง เมื่อนายกฯไม่สามารถรับของกำนัลได้หากราคาเกิน 3,000 บาท จนทำให้นายกฯต้องออกโรงคืนน้ำใจชาวอีสาน หากราคาแหวนเกิน เพื่อให้ตรงตามเกณฑ์ของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมทั้งย้ำว่า กรณียายไฮนั้น ไม่ได้เลือกปฏิบัติ

 

ติคณะรัฐมนตรีที่จ่ายเงินชดเชยให้ยายไฮ ไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะพิจารณาว่า ใครเข้าเกณฑ์ก็ต้องได้ แต่หากไม่เข้าเกณฑ์ก็ต้องมาดูก่อนว่า เราจะช่วยแก้ไขได้อย่างไรต่อไป

 

ต่างๆเหล่านี้ ล้วนสะท้อนแง่มุม ‘ความเชื่อมั่น’ ของคนรากหญ้าส่วนหนึ่ง ที่ต่างฝากความหวังไว้กับระบอบการเมืองไทย ภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ว่าจะนำพาชาวไทยไปสู่ภาวะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

เหมือนดั่งตระกร้า ‘ที่ยังสานไม่เสร็จ’ ที่ยายไฮมอบให้นายกฯเป็นของฝากก่อนลาจาก ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องหมายเตือนใจให้รัฐบาลเร่งดำเนินการสานต่อนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศให้แล้วเสร็จต่อไป

 

 

ภาพโดย  พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์