'ห้องสมุด 3 ดี' ปัจจัยหนุนนำสู่ศตวรรษแห่งการอ่านแห่งชาติ
"...ใน 3 ปีข้างหน้า คือ ในปี 2555 ได้กำหนดเป้าหมายไว้คือจะเพิ่มค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนไทยเป็นเท่าตัว… โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ คือ การพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ความสามารถด้านการอ่าน และมีนิสัยรักการอ่าน… รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป...”
อีกหนึ่งเมกะโปรเจ็คท์ยักษ์ของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลตั้งใจจะเนรมิต “ห้องสมุดโรงเรียน” ให้กลายเป็น “ห้องสมุด 3 ดี” ซึ่งประกอบด้วย การมีหนังสือดี มีบรรณารักษ์ที่ดี และการมีสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อปลูกฝังนิสัยการอ่านให้คนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 14 (Book Expo Thailand 2009) ภายใต้คอนเซ็ปท์ “คิดถึงของขวัญ คิดถึงหนังสือ” (Book for Gift) ที่จัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ถึงวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็ได้โอกาสประกาศเจตนารมณ์ เริ่ม “ทศวรรษแห่งการอ่านแห่งชาติ” ระหว่างปี 2552-2561 เพื่อสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
“รัฐบาลได้กำหนดให้การส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยกำหนดให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็น "วันรักการอ่าน" และกำหนดให้ปี 2552- 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของชาติ โดยมอบหมายให้จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานรับผิดชอบ”
“โดยใน 3 ปีข้างหน้า คือ ในปี 2555 ได้กำหนดเป้าหมายไว้คือจะเพิ่มค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนไทยเป็นเท่าตัว โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันเพิ่มแหล่งการอ่านที่มีหนังสือดีมีคุณค่าให้ครอบคลุมทุกตำบลหรือชุมชน และสร้างภาคีเครือข่ายการอ่าน เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีพอย่างยั่งยืน” นายกฯอภิสิทธิ์กล่าว
ส่วนยุทธศาสตร์หลัก คือ การพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ความสามารถด้านการอ่าน และมีนิสัยรักการอ่านนั้น จะปลูกฝังและสร้างทัศนคติให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการอ่าน โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเป็นภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน และเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป
นอกจากนี้นายกฯอภิสิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หนังสือมีความสำคัญต่อการสร้างเสริมภูมิปัญญาและรักษาองค์ความรู้ต่าง ๆ ตลอดจนเป็นเครื่องมือที่ช่วยแพร่กระจายความรู้ให้ขยายออกไปในวงกว้าง รวมทั้งมีส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางความคิดและการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพที่จะมีส่วนในการพัฒนาสังคมต่อไป
“อย่างไรก็ตามการอ่านที่มีคุณภาพจะต้องมีจุดประสงค์และรู้เป้าหมายว่าอ่านเพื่ออะไร และการอ่านที่ดีคืออ่านแล้วคิดวิเคราะห์เป็น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นการอ่านจึงต้องมีวัฒนธรรมการอ่านจึงจะเป็นการอ่านอย่างมีคุณภาพ”
ภายในงานมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การจัดนิทรรศการและกิจกรรม "ห้องสมุดหนังสือใหม่ ปี 2552" ด้วยแนวคิดห้องสมุด 3 ดี ซึ่งจะนำหนังสือใหม่ที่ตีพิมพ์ในปี 2552 จำนวนกว่า 4,000 ปกมาจัดแสดง โดยแบ่งกลุ่มหนังสือออกเป็น 3 กลุ่มตามประเภทหนังสือและอายุของผู้อ่าน ได้แก่
-
หนังสือวัยเยาว์ คือหนังสือสำหรับเด็ก
-
หนังสือเอกเขนก เช่น นวนิยาย อาหารและสุขภาพ ฯลฯ
-
หนังสือเพิ่มปัญญา เช่น ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและสารคดี ปรัชญาและศาสนา ฯลฯ
วรพันธ์ โลกิตสถาพร อุปนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย พ่องานใหญ่ของงาน “Book for Gift” ได้กล่าวถึง “ห้องสมุดหนังสือใหม่” ที่เป็นต้นแบบจำลองตามคอนเซ็ปท์ “ห้องสมุด 3 ดี” ซึ่งต้องการเพิ่มการอ่านของเด็กใหม่มากขึ้นหลายเท่าตัวนั้นว่า ได้คอนเซ็ปท์งานจากความคิดที่ว่า
“เราต้องมีหนังสือใหม่ๆอัพเดตให้ห้องสมุดมีความสดใหม่”
“เพราะเล็งเห็นว่า ห้องสมุดที่ดี นอกจากต้องมีหนังสือที่ดี บรรยากาศดีน่าสนใจ มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก เช่น การเล่านิทาน การระบายสี หรือแม้เราจะไม่มีบรรณารักษ์ แต่เราก็มีคอมพิวเตอร์ให้คนใช้สืบค้นแทนนั้น แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องมีหนังสือใหม่คอยอัพเดตอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ห้องสมุดมีชีวิต ไม่ตาย” วรพันธ์กล่าว และเสริมว่า
“หนังสือที่ดี ต้องไม่ใช่หนังสือที่อาจารย์นำมาสอนเพียงเท่านั้น เช่นเดียวกันต้องไม่ส่งเสริมความรุนแรง ความดีของหนังสือนั้นจึงต้องแบ่งตามวัย เช่น เด็กเล็กก็ต้องเน้นความสนุกสนานนำ และสอดแทรกความรู้นิดหน่อย ส่วนเยาวชน เขาจะสามารถอ่านสิ่งที่เป็นสาระได้มากขึ้น ซึ่งถ้าเราทำให้เด็กสนุกในการอ่าน เขาก็จะรักในการอ่าน เพราะฉะนั้นไม่ว่าเขาจะอ่านเอาเรื่อง หรือเอาความบันเทิงก็ต้องมีให้พร้อม”
“เพราะฉะนั้นหนังสือที่ดี ต้องให้ข้อคิด ต้องมีความงดงามทางภาษา และต้องตอบโจทย์ของมันได้ เช่น หนังสือบันเทิงคดีอ่านแล้วต้องสนุก ผ่อนคลาย หนังสือสาระก็ต้องมีข้อคิด ที่สำคัญหนังสือที่ดี ต้องมีข้อมูลครบ ทุกต้อง เพราะเด็กอาจจดจำข้อมูลที่ผิดพลาดได้ ส่วนความลึกของเนื้อหานั้นก็จะขึ้นอยู่ในแต่ละวัย และความสนใจต่อหนังสือประเภทนั้นๆด้วย”
ส่วนงบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งที่จัดสรรมาให้นั้น เท่าที่รับรู้วรพันธ์ว่า จะเน้นเป็นการจัดซื้อหนังสือดีๆให้ห้องสมุด การจัดซื้อผลิตสื่ออักษร และการอบรมบรรณารักษ์ เพื่อที่จะทำให้นโนบายที่จะผลักดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ
“ตลาดการเสพหนังสือในเมืองไทยนั้นถือว่าโตขึ้น แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะเจอวิกฤตเศรษฐกิจทำให้การเติบโตของหนังสืออาจลดลง แต่เมื่อรัฐบาลประกาศว่า ปีนี้ถึงปี 2561 จะทำให้เป็นทศวรรษของการอ่าน ตามนโยบายไทยเข้มแข็ง หากเป็นตามนั้นมันก็จะทำให้การเติบโตของตลาดหนังสือใหญ่ขึ้น เพราะเมื่อมีคนอยากอ่านหนังสือมากขึ้น มันก็ต้องซื้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องลงทุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้ดูแลห้องสมุดส่วนใหญ่ ไม่จัดเงินซื้อหนังสือก็คงจะไม่ทำให้เกิดห้องสมุด 3 ดี”
ทั้งนี้วรพันธ์ได้เสนอแนะว่า ปัญหาหลักที่จะทำให้เด็กเยาวชนไม่ได้รับหนังสือดีๆนั้นอาจอยู่ที่รูปแบบการจัดซื้อ ปริมาณเงินที่สนับสนุน และการให้บริการที่ยังขัดต่อเจตนารมณ์การรับใช้ประชาชน
“ในเรื่องจัดซื้อหนังสือนั้น ปัญหาน่าจะอยู่ที่กระบวนการซื้อหนังสือที่ติดอยู่ที่ระเบียบการซื้อได้ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งการมีห้องสมุดที่ดี มันต้องมีหนังสือใหม่ๆ ตลอดเวลา แล้วหนังสือก็ออกทั้งปี แต่ถ้าติดอยู่ว่า ซื้อได้ปีละ 2 ครั้งมันก็คงไม่ใช่ ขณะเดียวกันปริมาณเงินในการสนับสนุนอาจยังไม่เพียงพอในประเภทต่างๆ ทั้งบันเทิงคดีและสารคดี”
“นอกจากนี้รัฐต้องมีนโยบายทำให้ห้องสมุดเปิดวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้ห้องสมุดของโรงเรียนกลายเป็นห้องสมุดของชุมชนได้ ห้องสมุดจะได้รับใช้ประชาชน ขณะเดียวกันมันก็จะมีชีวิตชีวาจากการใช้งานของคนทั่วไป ไม่ใช่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มคนใดคนหนึ่ง”
เพื่อจะทำให้ ‘ห้องสมุด 3 ดี’ เป็นปัจจัยหนุนผลักดันให้ประชาชนหันมารักการอ่าน และเมื่ออ่านมากก็จะเกิดความคิดแก้ไขปัญหาได้เหมาะควรด้วยเหตุผล ไม่ใช่สักแต่จะคิด จะพูด และนำเสนอบนสังคมฐานอารมณ์อย่างที่มีให้เห็นกันร่ำไป
นิทรรศการและกิจกรรม “ห้องสมุดหนังสือใหม่ ปี 2552”
นำเสนอแนวคิดห้องสมุด “3 ดี” ซึ่งประกอบด้วยหนังสือดี บรรยากาศดี และบรรยากาศดี ซึ่งจัดแสดงหนังสือใหม่ที่ตีพิมพ์ในปี 2552 จำนวนประมาณ 4,000 เล่ม ซึ่งจะจัดกลุ่มหนังสือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามประเภทหนังสือ และอายุของผู้อ่าน ได้แก่
-
หนังสือวัยเยาว์ได้แก่ หนังสือสำหรับเด็ก วรรณกรรมเยาวชน การ์ตูน
-
หนังสือเอกเขนก (นอนอ่านสบายๆ) ได้แก่ นวนิยาย อาหาร สุขภาพและการท่องเที่ยว
-
หนังสือเพิ่มปัญญา ได้แก่ ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและสารคดี ปรัชญาและศาสนา ทั่วไปและแบบคู่เรียน/คู่มือ
คิวการแสดงเวทีห้องบอลรูม
|
จันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2552 |
เวลา 16.00 – 17.00 น. |
นิทานหุ่นมือ |
|
อังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 |
เวลา 16.00 – 17.00 น. |
บาติคหลินฮุ่ย |
|
พุธที่ 21 ตุลาคม 2552 |
เวลา 16.00 – 17.00 น. |
ถุงผ้ามหาสนุก |
|
พฤหัสที่ 22 ตุลาคม 2552 |
เวลา 16.00 – 17.00 น. |
ชี้ไม้เป็นนก |
|
ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2552 |
เวลา 13.00 – 14.00 น. เวลา 16.00 – 17.00 น. |
แป้งโดมหัศจรรย์ รถมหาสนุกด้วยพลังหนังยาง |
|
เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552 |
เวลา 13.00 – 14.00 น. เวลา 16.00 – 17.00 น. |
อ่านเป็นเล่นสนุก ย่ามผ้าหนอนหนังสือ |
|
อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552 |
เวลา 13.00 – 14.00 น. เวลา 16.00 – 17.00 น. |
นิทานหุ่นมือ การ์ตูนตั้งไข่ |
ภาพหัวเรื่อง โดย พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์
เรื่องและภาพประกอบ โดย ทีมงานเว็บไซต์







