ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้

นายก รัฐมนตรีระบุขณะนี้โครงการตามปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่มีการดำเนินการอยู่จะ ต้องดำเนินการต่อไป เพราะรัฐบาลยังต้องประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง

วันนี้ (7 ก.พ.) เวลา 09.00 น. ณ กรมชลประทาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 56 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้

ช่วงที่ 1

สวัสดี ครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ สำหรับสัปดาห์นี้รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยฯ” ผมมาบันทึกรายการอยู่ที่กรมชลประทานครับ คงจะจำได้นะครับว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้ไปลงพื้นที่กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธีระ วงศ์สมุทร) ในเรื่องของปัญหาเพลี้ยในเรื่องของข้าว และได้พูดเอาไว้ว่าในเรื่องของความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของพี่น้อง เกษตรกรนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะทำในเรื่องของโครงการประกันรายได้ไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งซึ่งยังคงเป็นปัญหาอยู่แน่นอนครับ ก็คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติบ้าง เกิดขึ้นจากโรคระบาดบ้าง ซึ่งการประกันภัยพืชผลที่จะเป็นระบบที่ครอบคลุมถึงสิ่งเหล่านี้ก็กำลังมีการ เร่งรัดในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม สำหรับปีนี้และในขณะนี้มีปัญหาในเรื่องของภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนิโญ เพราะฉะนั้น ในช่วงที่ 2 ของรายการนี้จะมีพิธีกรรับเชิญ รวมทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมชลประทานมาพูดคุยกันถึงแนวทางของการทำงานของรัฐบาลในการที่จะ รับมือกับปัญหาภัยแล้ง และการแก้ไขรวมทั้งจะมีข้อคิด และขอความร่วมมือไปยังพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องด้วย

ขอบคุณประชาชนที่ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือเฮติ

แต่ สำหรับช่วงแรกครับขอถือโอกาสรายงานการทำงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของผมและ คณะรัฐมนตรี เริ่มต้นจากเรื่องของเฮติ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้เล่าให้ฟังว่ารัฐบาลนั้นได้ดำเนินการทั้งในเรื่อง ของการช่วยเหลือเงินไปแล้ว การระดมการช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชนผ่านการบริจาคเข้ามาสู่กองทุน และเรื่องของข้าว ก็ปรากฏว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในส่วนของพี่น้องประชาชนเองที่มาร่วมบริจาคเข้าสู่กองทุนนั้น ณ วันที่เราได้ปิดโครงการไปก็มีพี่น้องได้กรุณามาบริจาคเงินรวมกันแล้วกว่า 50 ล้านบาท ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ได้แสดงออกถึงความมีน้ำใจของ พี่น้องประชาชนคนไทยในส่วนรวม แล้วจจะได้มีการนำส่งเงินนี้ไปให้พี่น้องประชาชนในเฮติต่อไป

ส่งข้าว 100 ตันล็อตแรกไปช่วยเหลือเฮติแล้ว

ส่วน ในเรื่องของข้าว ซึ่งเราได้มีเป้าหมายในการที่จะส่งไปทั้งสิ้น 20,000 ตันนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 ก.พ.) ผมได้ไปทำพิธีมอบข้าวให้กับทางผู้อำนวยการในภูมิภาคนี้ ที่ทำงานในเรื่องของโครงการอาหารโลก ซึ่งจะได้มีการจัดส่งข้าว 100 ตันไปโดยเครื่องบิน ที่เราทำอย่างนี้เพราะว่าความต้องการที่จะเป็นความเร่งด่วนในส่วนของเฮติยัง มีอยู่ และผู้ที่เป็นผู้อำนวยการและผู้ประสานงานทางด้านนี้ ก็บอกว่าในเรื่องของอาหารนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่มีความขาดแคลน เพราะฉะนั้น เราก็จัดส่งทางเครื่องบินไป 100 ตัน เป็นข้าว 5% แต่ว่าสำหรับข้าวที่เหลืออีก 19,900 ตันนั้น จะมีการดำเนินการจัดส่งทางเรือต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานในการที่จะได้ระวางเรือ และดูต้นทุนที่เหมาะสม และจะมีการผสมผสานครับ ข้าวส่วนหนึ่งจะเป็นข้าว 5% และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นข้าว 25% ออกมาจากสต็อกของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้มีการดำเนินการพิจารณาค่อนข้างที่จะเรียบร้อยแล้ว

เพราะฉะนั้น การส่งความช่วยเหลือในระยะต่อไป ก็ยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ความจริงพี่น้องประชาชนซึ่งเคยประสบภัยที่เกิดขึ้นในช่วงสึนามิก็จะทราบดี นะครับว่า ปัญหาในเรื่องของการฟื้นฟู ปัญหาในเรื่องของการช่วยเหลือนั้น มันมีความจำเป็นต่อเนื่องไปอีกระยะเวลายาวพอสมควร ไม่ใช่ว่าหลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไป มีการช่วยเหลือเฉพาะหน้าในช่วงสัปดาห์ในช่วงเดือนแรกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะฉะนั้น การช่วยเหลือที่เป็นรูปของข้าวที่จะได้ส่งไปทางเรือนั้น มีความหมายแน่นอนสำหรับชาวเฮติ และผมก็ได้ย้ำไปแล้วในการจัดรายการมาจาก สวิตเซอร์แลนด์คราวที่แล้วว่า ทั่วโลกได้รับรู้ในเรื่องนี้ และในวันที่ผมไปส่งมอบข้าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น ก็มีทูตานุทูตและมีผู้อำนวยการ หรือผู้แทนขององค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งได้แสดงความขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง และมองเห็นว่าประเทศไทยของเรานั้นมีศักยภาพจริง ๆ ในการมีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหารของโลกต่อไป

ครม.มอบก.วิทย์ฯ ออกแบบการทดลองและทดสอบเครื่องจีที 200

สิ่ง ที่อยู่ในความสนใจในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ก็อยากจะเรียนในบางเรื่อง เช่น เรื่องของเครื่องจีที 200 ซึ่งเป็นเครื่องที่มีการนำมาใช้ในหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน ทั้งที่ไปใช้ในการตรวจวัตถุระเบิด เช่น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งไปตรวจสอบเรื่องของสารเสพติด เรื่องนี้เป็นปัญหาขึ้นมาเพราะว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษ ซึ่งบริษัทที่เป็นผู้ผลิตเป็นบริษัทของอังกฤษนั้น ทางประเทศอังกฤษมีการดำเนินการหลังจากที่ค้นพบทางวิชาการ มีการทดสอบในห้องแล็ป และเห็นว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริง และได้มีการดำเนินการ คือบังเอิญอังกฤษไม่ได้ใช้เครื่องตัวนี้ แต่ว่ามีพื้นที่ในบางประเทศ เช่น อิรัก อัฟกานิสถาน ที่มีกองกำลังของทางอังกฤษอยู่ ก็มีการห้ามใช้ในพื้นที่เหล่านั้น แล้วขณะนี้ก็มีการตรวจสอบในเรื่องของตัวบริษัท

ทีนี้ในส่วนของ เรานั้น เครื่องมือตัวนี้มีการซื้อมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 2550 จนถึงปัจจุบัน หลายหน่วยงานมีการใช้อยู่ ผมเคยสอบถามผู้ใช้งานไปเหมือนกันเพราะว่ามีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเครื่อง ตัวนี้มาระยะหนึ่ง ก็ได้รับการชี้แจงมาโดยตลอดจากหน่วยงานว่า แม้ว่าประสิทธิภาพของเครื่องนี้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าผู้ปฏิบัติหรือผู้ใช้เครื่องมือเหล่านี้บอกว่าใช้งานได้ มีความพึงพอใจ ซึ่งจะดูค้านกับข้อมูลที่ปรากฏออกมาในระยะหลัง โดยเฉพาะในต่างประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในประเทศอังกฤษ เพราะฉะนั้น คณะรัฐมนตรีก็เห็นว่าเพื่อให้มีข้อยุติที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ก็ได้มอบหมายกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นผู้ดำเนินการออกแบบการ ทดลองและการทดสอบ เพื่อให้ได้ข้อยุติร่วมกันว่าตกลงแล้วเครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้จริงหรือไม่ และทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วยหลายฝ่าย รวมทั้งนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะมาออกแบบการทดลอง การตั้งคณะกรรมการเข้าใจว่าเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าไม่น่าจะเกิน 1-2 สัปดาห์ก็จะได้ข้อยุติมา ซึ่งถ้าหากว่าในข้อยุตินั้นปรากฏว่าเครื่องมือนี้ใช้ไม่ได้ แน่นอนที่สุดก็จะต้องไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือเหล่านี้ต่อไป และคงจะต้องมีการหาข้อเท็จจริงว่าที่มา ที่ไป ของการจัดซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนั้นมีที่มา ที่ไป อย่างไร และเหตุใดจึงขาดความรัดกุม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงจะรอผลของการทดสอบ ซึ่งขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังจะไปดำเนินการต่อไป

รัฐบาลมั่นใจในกระบวนการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

นอก จากเรื่องนี้แล้วในส่วนของเศรษฐกิจ สัปดาห์ที่ผ่านมาในเรื่องของภาพรวมเศรษฐกิจ ก็ยังเป็นข่าวดีอย่างต่อเนื่อง ผมมีการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในวงเล็กกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ คลัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกระทรวงเศรษฐกิจ รวมไปถึงหน่วยงานสำคัญ ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ทำให้ขณะนี้เรามีความมั่นใจในเรื่องของกระบวนการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ พร้อม ๆ กันไปการที่รัฐบาลกำลังจะสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้า ในปีงบประมาณนี้อาจจะสูงถึงเกือบ 2 แสนล้านล้าน ทำให้เราต้องมาเริ่มต้นทบทวนครับ คงจะจำได้นะครับว่าผมได้บอกว่าแผนที่รัฐบาลใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการกู้เงิน เราทำเอาไว้เพื่อให้เกิดความมั่นใจและให้เกิดการฟื้นตัว แต่ว่าถ้าหากว่าภาวะเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป และโดยเฉพาะอย่างก็คือขยายตัวได้ดีกว่าที่คิด เราก็จะไม่ไปกู้ยืมถ้าไม่จำเป็น เพราะฉะนั้น ขณะนี้เราค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถมีการปรับแผนในเรื่องของการกู้เงินลงได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นครับ ยังยืนหลักว่า ในขณะนี้โครงการตามปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่มีการดำเนินการอยู่ จะต้องดำเนินการต่อไป เพราะว่าเรายังต้องประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงปีนี้ไปจนถึงประมาณปลายปี เพื่อรอดูว่าการลงทุนทางภาคเอกชนนั้น จะมีการฟื้นตัวขึ้นมารวดเร็วมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถเป็นตัวจักรขับเคลื่อนในเรื่องของการขยายตัวเศรษฐกิจได้มากน้อย แค่ไหน

แต่ว่าสำหรับในระยะต่อไป คือพูดง่าย ๆ ก็คือว่าตั้งแต่ปีงบประมาณหน้า และต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี ผมมองว่าเราสามารถที่จะนำเอาโครงการหลายโครงการกลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณ ปกติได้ และจะทำให้เราสามารถที่จะลดจำนวนเงินที่เราจะต้องกู้ทั้งหมดลงมา อันนี้ก็หมายความว่าจะทำให้สิ่งที่หลายฝ่ายเคยกังวลว่าเราจะกู้เงินมากเกิน ไปหรือเปล่า สัดส่วนหนี้จะเพิ่มสูงขึ้นไปหรือเปล่า ถ้าเราปรับแผนตรงนี้แล้ว ก็ยิ่งมีความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นว่า แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมาไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว และผมก็เรียนครับว่า อันนี้เป็นไปตามแนวคิดของเราตั้งแต่ต้นว่า ถ้าเราไม่ได้ทำอย่างนี้ตั้งแต่แรก และเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว เราอาจจะกลับมีปัญหาในเรื่องของหนี้สินที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และย้อนกลับมาเป็นปัญหาภาระของงบประมาณของรัฐบาลมากกว่า เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นข่าวดี

ครม.มอบอัยการยื่นศาลปกครองให้โครงการในมาบตาพุดที่ไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม-สุขภาพดำเนินการก่อสร้างได้

ขณะ เดียวกันนะครับปัญหาที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในกรณีของมาบตาพุด สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพบทั้งผู้แทนของนักลงทุนจากในส่วนของญี่ปุ่น ทั้งตัวบริษัท ทั้งเจโทร ซึ่งเป็นองค์กรของญี่ปุ่นที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนใน ต่างประเทศ ไปจนถึงบริษัทอื่น ๆ ก็สามารถทำความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นถึงขั้นตอนต่าง ๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ พร้อมๆ กันนั้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบที่จะให้ทางอัยการเป็นผู้ยื่นขอความกรุณาจากศาลปกครอง ว่า ให้โครงการต่าง ๆ สามารถดำเนินการก่อสร้างไปได้ ถ้าการก่อสร้างนั้นไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของประชาชนอย่าง ร้ายแรง และภาคเอกชนนั้นพร้อมที่จะรับความเสี่ยงว่าก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว จะได้ใบอนุญาตหรือไม่ ยอมรับและเคารพในกระบวนการที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งรัฐบาลได้ออกระเบียบประกาศต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการได้อยู่ โดยจะรับความเสี่ยงทั้งหมด ซึ่งหลายบริษัท และรวมทั้งตัวแทนของบริษัทญี่ปุ่นก็มีความเข้าใจและมีความพึงพอใจระดับหนึ่ง

ขณะเดียวกันนะครับการแก้ปัญหาสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็จะมี การดำเนินการ และยังดูในเรื่องของโครงการต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเยียวยาด้วย และในส่วนที่เป็นแผนปฏิบัติของการจัดการเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศไปในกรณีของมาบตาพุดพร้อม ๆ กันไป ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ยังเป็นปัญหาซึ่งเราก็ยังเดินหน้าแก้ไขอย่างต่อ เนื่อง แต่คิดว่าขณะนี้มีความลงตัว มีความชัดเจน และคงจะมีความต่อเนื่อง และคงจะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น สามารถที่จะมองเห็นครับว่าจะวางแผนเพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องการค้าการลง ทุน และพร้อม ๆ กันไปดูแลความสมดุลให้เกิดความถูกต้องในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อ สุขภาพของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร

เมื่อพูดถึงปัญหาของพี่น้อง ประชาชนยังมีปัญหาเรื่องที่ทำกิน ที่สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมกับเครือข่ายปฏิรูป ที่ดิน เพื่อที่จะสะสางปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเรากำลังเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ บรรยากาศก็เป็นไปด้วยดี หลายเรื่องก็คลี่คลายไปได้ และคิดว่ามีบางเรื่องครับคงจะต้องมีการปรับปรุงระบบการทำงาน และจะมีการนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีได้ คาดว่าไม่เกินในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า

ใช้กลไกระบบรัฐสภาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

สุด ท้ายครับในระยะนี้ก็มีปัญหาความห่วงใยของพี่น้องประชาชนกับข่าวสารที่เกิด ขึ้นในเรื่องของปัญหาในความขัดแย้งทางการเมือง ผมได้มีการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในช่วงกลางสัปดาห์ อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ แล้วอยากให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเอง ช่วยกันกลั่นกรองข่าวสาร คือมีความพยายามของคนบางกลุ่มเหมือนกันที่อยากจะให้เกิดความตื่นตระหนกตกใจ เกิดความหวาดกลัว และวาดภาพเสมือนกับว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง พูดกันไปถึงขั้นที่จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร ที่จริงแล้วอยากจะเรียนว่าเงื่อนไขสภาพความเป็นจริงพื้นฐานของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยในขณะนี้ มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยครับที่จะต้องเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น ในทางเศรษฐกิจก็ได้เห็นว่ามีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในทางการเมืองเราก็มีกลไกของระบบรัฐสภา ซึ่งมีการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในการตั้งกระทู้ถามสดทุกสัปดาห์ ซึ่งเราก็จัดให้มีการถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์ ไปจนถึงการที่ฝ่ายค้านเองก็กำลังจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการตรวจสอบตามวิถีทางของระบบรัฐสภา ผมมองไม่เห็นว่าความรุนแรงก็ดี การปฏิวัติรัฐประหารก็ดีจะไปแก้ไขหรือคลี่คลายปัญหาใด ๆ ได้เลยนะครับสำหรับส่วนรวม มีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่

รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

เพราะ ฉะนั้น สิ่งที่ได้ประชุมกันในสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น ก็เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจนในการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นจากการชุมนุมเคลื่อนไหว และเกิดอุบัติเหตุหรือไม่อย่างไร ก็ขอเรียนครับว่าทุกหน่วยมีความพร้อม มีแผนพร้อมแล้ว ผมและฝ่ายนโยบาย รวมทั้งฝ่ายปฏิบัติที่เกี่ยวข้องได้ซักซ้อมทำความเข้าใจกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความอุ่นใจว่าเรามีความพร้อมสำหรับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญที่สุดก็คือการซักซ้อมทำความเข้าใจกันถึงหลักคิด แนวทางของรัฐบาล ผมขอยืนยันว่าไม่ว่าข่าวสารที่ปรากฏอยู่นี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร รัฐบาลมีหน้าที่เพียงแค่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและรักษากฎหมาย นั่นคือภารกิจที่สำคัญที่สุด และนี่คือแนวทางของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะไปยึดถือการปฏิบัติตามกฎหมาย หลักการที่จะเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัดในทุกกรณี เพราะฉะนั้น ผมเรียนเพื่อให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งผู้ที่มีความคิดในการที่จะชุมนุมเคลื่อนไหวว่ารัฐบาลนั้นไม่ ประสงค์จะเห็นความรุนแรงในบ้านเมือง และจะทำหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิของทุก ฝ่ายอย่างแน่นอน

เราอย่าทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสจากความขัดแย้ง

อย่าง ไรก็ตามครับ อยากจะฝากเป็นข้อคิดสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนว่า ผมมั่นใจว่าขณะนี้ทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ต้องการเห็นเศรษฐกิจ สังคม มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชน เราอย่าทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสจากความขัดแย้งซึ่งทำให้คนไทยต้องมาใช้ความ รุนแรง หรือมามีปัญหากันเอง มีปัญหาอะไร เรามีช่องทางตามวิถีทางประชาธิปไตยซึ่งสามารถนำเสนอได้ตามระบบอยู่แล้ว ผมคิดว่าถ้าพี่น้องประชาชนช่วยกันบอกเพื่อนร่วมชาติว่านี่คือสิ่งที่ดีที่ สุดสำหรับบ้านเมือง คือการช่วยกันทำให้บ้านเมืองนั้นมีความเป็นปกติสุข และสามารถเดินไปข้างหน้าได้ ผมมั่นใจครับว่าเราจะสามารถที่จะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจจะมีอยู่บ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมที่มีความหลากหลายในช่วงจะ เดือนนี้ต่อเนื่องไปถึงเดือนหน้าอีกเล็กน้อยได้ ขอให้ทุกคนยึดประโยชน์ส่วนรวม ขอให้ทุกคนนั้นมีความหนักแน่น และขอให้ทุกคนนั้นทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะพลเมืองที่ดีครับ ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถฟันฝ่าปัญหาต่าง ๆ ไปในช่วงที่อาจจะมีความสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง เอาล่ะครับหมดเวลาสำหรับช่วงแรกแล้วนะครับ ก็อีกสักพักหนึ่งเราไปดูกันครับว่าในเรื่องปัญหาภัยแล้งมีพิธีกรรับเชิญ และเราอยู่ที่ห้องปฏิบัติการที่กรมชลประทาน มีท่านรัฐมนตรี มีท่านอธิบดีมาร่วมสนทนาด้วยครับ สำหรับสัปดาห์นี้ขอลาไปก่อนครับ
ช่วงที่ 2

ผู้ดำเนินรายการ สวัสดีครับขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่ช่วงที่ 2 ของเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ครับ ผม ธนินวัฒน์ พัฒนวีรคุณ มาทำหน้าที่พิธีกรรับเชิญครับ ซึ่งวันนี้เราจะคุยกันในเรื่องของปัญหาผลกระทบจากภาวะภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น ในปี 2553 และผมก็อยู่ในห้องวอร์รูมของกรมชลประทานครับ ซึ่งเป็นห้องที่มีการวางแผนในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่แห้งแล้งปีนี้ปี 2553 ครับ คุณผู้ชมจะได้ติดตามและได้ทราบถึงปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ร่วมกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านอธิบดีกรมชลประทาน และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยนะครับ ในทุกมุม ทุกแง่ทุกมุมอย่างอย่าง 360 องศาเลยครับ ก่อนอื่นนะครับผมมีพื้นที่ของพื้นที่ปัญหาที่ประสบปัญหาภัยแล้งอยู่ในขณะนี้ เขามีการบริหารจัดการที่ดีครับ เราไปดูกันเลยครับว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นที่ไหน แล้วเขามีการแก้ไขปัญหาอย่างไร ชมกันเลยครับ

ผู้สื่อข่าวสทท. อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในลุ่มน้ำแม่กวง และพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน บรรจุปริมาณน้ำได้ 263 ล้านลูกบาศก์เมตร หล่อเลี้ยงเกษตรกรทั้ง 2 จังหวัดบนพื้นที่กว่า 100,000 ไร่ แต่ขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือน้อย เหลือเพียง 70 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 26 เปอร์เซ็นต์ของความจุกักเก็บ แม้ปริมาณน้ำในเขื่อนจะเหลือน้อย แต่เกษตรกรยังมีการปลูกข้าวนาปรังและพืชไร่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่จำเป็น ประกอบกับรัฐบาลรับประกันราคาข้าว แม้จะมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำก็ตาม เจ้าหน้าที่เขื่อนแม่กวงจึงหาทางออกโดยการประชุมร่วมกับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และชาวบ้าน ในการบริหารจัดการใช้น้ำอย่างประหยัด และพอเพียงต่อการทำเกษตรในฤดูแล้งนี้ ป้องกันการแย่งน้ำเกิดขึ้น

เกษตรกร ทำนาปรังนะครับ ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีรายได้อะไรครับ ทางชลประทานมาแนะนำก็เข้าใจครับ

ผู้สื่อข่าวสทท. ที่เขื่อนแม่กวงอุดมธาราได้วางแผนการใช้น้ำในฤดูแล้งนี้ โดยกำหนดปลูกข้าวนาปรังไว้ที่ 10,000 ไร่ พืชไร่พืชผัก 4,000 ไร่ ไม้ผลกว่า 2,000 ไร่ บ่อปลา 1,900 กว่าไร่ รวมเพาะปลูกทั้งสิ้น 34,695 ไร่ โดยส่งน้ำให้กับเกษตรกรเป็นแบบรอบเวร แต่จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่เกินจากที่กำหนดไว้ทั้งพืชผักและข้าวนาปรัง

เจ้าหน้าที่ชลประทาน เรากำหนดไว้ทั้งหมด 8 รอบนะครับ เปิด 7 ปิด 5 นะครับ 8 รอบเลย ก็เริ่มวันที่ 4 มกราคม และไปสิ้นสุดเอาวันที่ 30 เมษายน นะครับ ปรากฏว่าเวลานี้จากการสำรวจเบื้องต้นนี้พืชไร่พืชผักก็เกินไปประมาณ 1,000 ไร่ และข้าวเกินไป 700 ไร่

ผู้สื่อข่าวสทท. เขื่อนแม่กวงอุดมธาราได้กำหนดไว้ว่าการใช้น้ำในฤดูแล้งในทุกประเภท ต้องใช้ประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร หากเกินกว่านั้นไปแล้วเขื่อนไม่สามารถส่งน้ำให้กับเกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้งได้ เนื่องจากต้องกันน้ำส่วนหนึ่งไว้สำหรับเกษตรกรที่ทำนาปี นอกจากนั้นเขื่อนต้องกันน้ำไว้ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ทั้งนี้เมื่อเกษตรกรให้ความร่วมมือ ระมัดระวังการใช้น้ำ เชื่อว่าฤดูแล้งนี้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงคงไม่เกิดขึ้น สุพัฒน์ เหล่ากมล, รุจิกร ใจจ๊ะ รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ

ผู้สื่อข่าวสทท. ขณะนี้ดิฉันอยู่ที่จังหวัดชัยนาทค่ะ และพื้นที่ด้านหลังของดิฉันนี่นะคะเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรได้รับบทเรียนจาก การทำนาปรังปีละ 3 - 4 ครั้งค่ะ บอกว่าได้คุณภาพน้อยกว่าการทำนาปีละ 1 - 2 ครั้งค่ะ เพราะว่าการทำอย่างมีคุณภาพจะได้ผลกำไรมากกว่าค่ะ บนพื้นที่ 96 ไร่ของนายบุญธรรม เดชคุ้ม เกษตรกรหมู่ที่ 3 ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ที่บอกกับทีมงานว่าเขาทำนาปีละ 2 ครั้ง นาปี 1 ครั้งและนาปรัง 1 ครั้ง ได้ผลผลิตจากการทำนาปี 1 เกวียนครึ่งต่อเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นผลผลิตในปริมาณมากและมีคุณภาพ ส่งผลให้ได้กำไรมากขึ้น ผิดกับการทำนาปรังที่ทำให้ขาดทุนซึ่งได้เพียงไร่ละ 60 ถังเท่านั้น รวมถึงยังพบกับปัญหาวัชพืช ศัตรูพืชที่คอยกัดกินต้นข้าว และปัญหาขาดแคลนน้ำอีกด้วย

เกษตรกร ปีหนึ่งที่นี่ทำ 2 ครั้ง การจัดสรรน้ำกํ็ง่าย นาปีที่จะได้มากกว่าก็คือแมลงจะน้อยกว่านาปรังหน่อย

ผู้สื่อข่าวสทท. ในขณะที่ฝ่ายจัดสรรน้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ ที่มีหน้าที่ดูแลการส่งน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาทและสิงห์บุรี บอกว่าในฤดูฝนจะมีการจัดสรรน้ำอย่างเพียงพอต่อการทำนาของเกษตรกร แต่ถ้าเป็นฤดูแล้งในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน ในกรณีที่เกษตรกรทำนาปรังจะมีปัญหาในการส่งน้ำไปถึงที่ปลายคลอง คือที่จังหวัดสิงห์บุรี แต่หากมีปัญหาในเรื่องของการส่งน้ำ ฝ่ายจัดสรรน้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ จะทำการประชุมชี้แจงกับเกษตรกร เพื่อทำการแก้ไขปัญหาต่อไป

เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เราจะวางแผนในการส่งน้ำ ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูแล้ง กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และทางกรมส่งเสริมการเกษตรจะมีการประชุมร่วมกันก่อนที่จะวางแผนในการส่งน้ำ เพื่อการปลูกพืชฤดูแล้ง

ผู้สื่อข่าวสทท. อย่างไรก็ตามการทำนาปีละหลายครั้งอาจทำให้เกษตกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คุณภาพของผลผลิตที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ได้กำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และยังส่งผลให้มีปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน้ำในระยะยาว ดังนั้นการทำนาน้อยครั้งแต่มีคุณภาพจะทำให้ได้กำไรเป็นทวีคูณน่าจะดีกว่า และทั้งหมดนั้นคือตัวอย่างของการทำนาปีละน้อยครั้งแต่มีคุณภาพและมีผลกำไร มากกว่า สมรรัตน์ รุ่งมณี รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากจังหวัดชัยนาทค่ะ

ผู้สื่อข่าวสทท. อ่างเก็บน้ำทับเสลา อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานีนะคะ ขณะนี้หยุดส่งน้ำไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เนื่องจากปริมาณน้ำใช้เหลือเพียง 12 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ก็ไม่มีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแย่งน้ำใช้ค่ะ อ่างเก็บน้ำทับเสลามีความจุ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำใช้การได้ 143 ล้านลูกบากศ์เมตร มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ในระบบชลประทาน 143,500 ไร่ นอกเขตชลประทานประมาณ 200,000 ไร่ ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างมีเพียง 29 ล้านลูกบากศ์เมตร คิดเป็นร้อยละ 18 เป็นน้ำที่ใช้การได้เพียง 12 ล้านลูกบากศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 8 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลามีคณะกรรมการดูแลจัดสรรน้ำ คณะกรรมการมีมติหยุดส่งน้ำมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เราจะมีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำทับเสลานะครับ ซึ่งประกอบด้วยท่านผู้ว่าฯ จะแต่งตั้งท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และเกษตรกรที่เกี่ยวข้องมาเป็นคณะทำงาน ซึ่งคณะทำงานชุดนี้จะประชุมบริหารจัดการน้ำ เช่นว่าจะมีการปิด-เปิด มีการปล่อยน้ำ มีการวางแผนเสร็จออกประชาสัมพันธ์ให้เกษตรรับทราบ เมื่อเกษตรกรรับรู้รับทราบแล้วก็ยอมรับในกติกาที่วางไว้

ผู้สื่อข่าวสทท. นายชะเอม ไวสาริกรรม เกษตกรบ้านพันสี อำเภอหนองขาหย่าง ซึ่งอยู่ห่างจากอ่างเก็บน้ำทับเสลาประมาณ 90 กิโลเมตร อยู่นอกเขตชลประทาน แต่ก็สามารถใช้น้ำทำนาได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งก็จะเก็บเกี่ยวข้าวครั้งที่ 2 ในปลายเดือนนี้ ทำให้ไม่ได้รับกระทบในช่วงแล้งนี้

เกษตรกร ที่ บ้านพันสีนี้ทำนาปีละ 2 ครั้งครับ ได้รับน้ำจากเขื่อนทับเสลาบนก็เขาเปิดมาให้เมื่อวันที่ 15 มกราคม ก็ดีครับไม่เดือดร้อน ไม่ขาดแคลนน้ำ

ผู้สื่อข่าวสทท. จากการบริหารจัดการน้ำที่ดีของคณะทำงานบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำทับเสลา ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ไปรมา แย้มชู รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากจังหวัดอุทัยธานีค่ะ

ผู้ดำเนินรายการ สวัสดีครับท่านนายกฯ ครับ เดี๋ยวเราจะพูดถึงปัญหาเรื่องของภัยแล้งเลยนะครับ ตอนนี้เราอยู่ในห้องวอร์รูมของกรมชลประทาน ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำ เรียนเชิญทางนี้เลยครับ

นายกรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารผมก็เพิ่งปรารภกับคณะรัฐมนตรี เพราะว่าได้คุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นห่วงว่าปีนี้อิทธิพลเอลนิโญ และปัญหาความแล้งจะมีผลกระทบในเรื่องน้ำ การจัดสรรน้ำ วันนี้ก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสดีมาดูการปฏิบัติการจริงของทางกรม

ผู้ดำเนินรายการ เดี๋ยวเราคงต้องไขนะครับว่า ตกลงแล้ว แล้งนี่แล้งขนาดไหน แล้งจริงแค่ไหน เอลนิโญฟังยาก ๆ และจะมาโยงอะไรเกี่ยวกับเรื่องของความแห้งแล้ง เดี๋ยวเรามาคุยให้พี่น้องเกษตรกรและคนไทยทั้งประเทศฟังทั้งหมดเลยนะครับ ท่านอธิบดีกรมชลประทานครับ

อธิบดีกรมชลประทาน (นายชลิต ดำรงศักดิ์) สภาวะการณ์น้ำนะครับ ก็เนื่องจากฤดูฝนที่ผ่านมานี้ปริมาณฝนตกลงตามพื้นที่ค่อนข้างน้อยเหลือเกิน ขณะเดียวกันในช่วงปลายฤดู...และฝนทิ้งช่วง ทำให้สภาพโดยทั่วไปขณะนี้นะครับจากอ่างเก็บน้ำขณะนี้ ถ้าเราดูจากที่ผ่านมานะครับ อ่างที่มีน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงเกณฑ์ดีนี้นะครับมีอยู่ประมาณ 31 อ่าง ถ้านับอ่างที่มีน้ำน้อยก็จะมีอยู่ 2 อ่างด้วยกันก็คือที่อ่างแม่กวง และอ่างทับเสลา ในส่วนนี้ภาพรวมทั่วไป ถ้าดูถึงโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เรามีน้ำอยู่ปัจจุบันนี้ 24,706 ลูกบาศก์เมตรนะครับ ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่และโครงการขนาดกลางนี้ทั้งหมดที่เรามีอยู่ประมาณ 400 อ่าง น้ำใช้งานที่เรามีอยู่ปัจจุบันนี้ 27,027 ล้านลูกบาศก์เมตรในส่วนนี้ นอกจากนั้นแล้วในภาพรวม ถ้ารวมทั้งประเทศ ขนาดกลางด้วยนะครับก็จะมีปริมาณน้ำอีกยอดหนึ่ง ทีนี้เนื่องจากฤดูฝนที่ผ่านมานี้ปริมาณน้ำน้อยกว่า ถ้าเทียบกับปริมาณน้ำหลังฤดูฝนปีที่ผ่านมา จะมีน้อยกว่าประมาณ 950 ล้านลูกบาศก์เมตรปีแล้ว

นายกรัฐมนตรี 5 เปอร์เซ็นต์ 7 เปอร์เซ็นต์

อธิบดีกรมชลประมาณ ถูกต้องครับท่านนายกฯ ครับ เราก็ต้องมีการจัดสรรน้ำค่อนข้างต้องระวังครับ จากปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั้งหมดนี้นะครับหลังฤดูฝน 58,726 ล้าน เป็นน้ำใช้การได้ 34,934 ลูกบากศ์เมตรนะครับ น้ำใช้การได้มาแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เราจะจัดสรรไว้ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ในฤดูแล้งปีนี้ ก็เป็นจำนวนประมาณเกือบ 20,720 ล้าน และอีกส่วนหนึ่งก็ประมาณ 14,214 ล้าน เราต้องสำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนปีหน้า เพราะไม่อย่างนั้ั้นแล้วพอเข้าฤดูฝนปีหน้า ฝนตกน้อย หรือฝนตกคลาดเคลื่อนออกไป เราจะไม่มีน้ำใช้

ผู้ดำเนินรายการ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่เราต้องมีวินัย

อธิบดีกรมชลประทาน ถูกต้องครับ

นายกรัฐมนตรี ผมกับท่านรัฐมนตรีเกษตรกำลังคุยกัน และเมื่อสักครู่กี้ตอนช่วงต้นรายการเราได้ดูสารคดีสั้น คือนาปีต้องเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการมีน้ำสำรองไว้เพื่อที่จะรองรับกับสถานการณ์ในช่วงนาปีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ส่วน นาปรังก็จะต้องขอความร่วมมือกัน คงไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ว่าต้องมีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ต่าง ๆ และที่สำคัญ ทำกี่รอบ ซึ่งเราก็ใช้นโยบายประกันรายได้เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งด้วย เพราะว่าเราได้พูดชัดเจนว่าการประกันรายได้เกษตรกร เราให้ปีละ 2 ครั้งเท่านั้น คือนาปีครั้งหนึ่ง แล้วก็นาปรังครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยจูงใจให้เกษตรกร แล้วเมื่อสักครู่นี้เราก็มีสารคดีที่บอกว่าการทำนาแบบมีคุณภาพ คือนาปี 1 ครั้งนาปรัง 1 ครั้งนี้มีผลกำไรดีกว่าทำหลาย ๆ รอบแล้วมีปัญหาเรื่องคุณภาพ หรือปัญหาเรื่องการขาดแคลน และปัญหาเรื่องการขาดทุน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งทางท่านรัฐมนตรีก็ติดตามค่อนข้างใกล้ชิด ท่านก็รายงานอยู่ว่านาปรังรู้สึกทำไปเกินเป้าที่กำหนดไว้เล็กน้อย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธีระ วงศ์สมุทร) อยากจะเสริมที่ท่านนายกฯ พูดเมื่อสักครู่นี้สักนิดครับว่า 14,000 ที่เราเตรียมไว้นะครับ ถ้าเราไปใช้ตรงนี้สมมติท่านขยายพื้นที่นาปรังมาก 14,000 ที่เราเตรียมไว้ใช้ต้นฤดูกับสำรองเอาไว้ตอนฝนทิ้งช่วง ตรงนั้นจะเป็นอันตรายก็จะกระทบกับภาพใหญ่

ผู้ดำเนินรายการ คือต่อไปนี้เราเลิกเข้าใจได้แล้วว่าเราจะทำนาเพื่อรอฝนอย่างเดียว ไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ เพราะมีน้ำต้นทุน มีการจัดการ

อธิบดีกรมชลประทาน ขณะนี้จากภาพที่เห็นนะครับ ที่เราบริหารจัดการนี้นะครับ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ หลังฤดูฝนเรามีน้ำอยู่ประมาณ 8,720 ล้าน เราเอาส่วนหนึ่งก็คือประมาณ 6,000 มาใช้สำหรับจัดสรรในฤดูแล้งปีนี้ ฉะนั้น เมื่อเราใช้ไป 6,000 เราจะเหลือน้ำสำรองประมาณ 2,720 ล้าน สำรองเพื่ออะไรครับ สำรองเพื่อว่าในช่วงต้นฤดูฝน ถ้าเกิดฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาลนี้ เราต้องใช้น้ำสำหรับไว้ไปเพื่อการอุปโภคบริโภครักษาระบบนิเวศ คือประมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายกรัฐมนตรี ซึ่งที่เรากำหนดตัวเลขสำรอง เรามีสถิติที่เก็บไว้นานพอสมควร ทำให้เรามั่นใจว่า ถ้าทิ้งช่วงเราพอ

อธิบดีกรมชลประทาน พอครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราก็สำรองไว้ เพื่อต้นฤดูฝนก็ไม่เดือดร้อน ทั้งการอุปโภคหรือบริโภค และสำรองไว้บางส่วนสำหรับการปลูกพืชตอนต้นฤดูฝนด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ไม่อยากให้ที่สำรอง 2,700 ตรงนี้ต้องถูกใช้ไปอีก ถ้าสมมติว่าพี่น้องเกษตรกรทำนากันไม่หยุด

นายกรัฐมนตรี ตรงนี้ก็จะพร่องลงไปอีก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรงนี้อาจจะต้องพร่องลงไปอีก

นายกรัฐมนตรี ถ้าพร่องลงไปอีก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าไม่ส่งให้ก็เดี๋ยวมีปัญหาอีกก็เลยไม่อยากให้ใช้ตรงนี้

อธิบดีกรมชลประทาน ช่วง นี้จะเห็นชัดเจนนะครับว่า ถ้าสมมติว่าเกษตรกรในลุ่มเจ้าพระยาปลูกข้าว เหมือนการปลูกข้าวในฤดูปี 51/52 ที่ผ่านมาแล้ว ทำใน 7,000 กว่าราย ก็จะเหลือน้ำ สำรองแค่ 755 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเองในเขื่อนสิริกิติ์กับภูมิพล

นายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าทำอย่างนี้

อธิบดีกรมชลประทาน ทำอย่างนี้ ถ้าเกิดฝนทิ้งช่วง เราต้องปล่อย 7,000 ล้าน เพราะฉะนั้นน้ำ แค่อ่างเราใช้ไม่ได้เลย ก็ส่งผลกระทบต้นฤดูฝนถ้าฝนทิ้งช่วง เพราะอ่างจะไม่มีน้ำเสริมไว้สำหรับ การเกษตร เกิดปัญหากับการผลิตไฟฟ้า

นายกรัฐมนตรี ก็มีกรมอุตุฯ ด้วยใช่ไหมครับ เพราะว่าปีนี้มีพูดถึงปรากฏการณ์เอลนิโญ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ปกติแล้วลักษณะของฝนที่มาหรือการทิ้งช่วงหรืออะไรนี่ ปริมาณนี่เราได้คำนวณและมีการประสานงานกับทางกรมชลฯ ไหมครับว่าน้ำสำรองอะไรต่าง ๆ ควรจะกำหนดไว้อย่างไร

ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา ปกตินี้เรามีประชุมทุกวันจันทร์อยู่แล้ว พอเข้าฤดูฝนเราจะประชุมเกือบทุกอาทิตย์อยู่แล้ว เพื่อวางแผนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สำหรับสภาพภูมิอากาศในปีนี้ ซึ่งทุกคนเป็นกังวลอยู่เกี่ยวกับเรื่องปรากฏการณ์เอลนิโญ ซึ่งปรากฏการณ์เอลนิโญมีต่อเนื่องตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว จนกระทั่งถึงกลางปีนี้ ผลกระทบก็จะมีบ้าง แต่จะมีเฉพาะในช่วงของฤดูร้อนปีนี้เท่านั้นเอง คือจะทำให้อุณหภูมิสูงสุดสูงกว่าค่าปกติสักประมาณ 1 องศา ไม่เกิน 1 องศา ก็จะเห็นบางจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคกลางนี้สูงถึง 42 องศา เป็นปกติอยู่แล้ว และปรากฏการณ์เอลนิโญนี้จะมีผลกระทบเล็กน้อยก็คือ ฤดูร้อนปีนี้ซึ่งปกติฤดูร้อนบ้านเรามีฝนอยู่แล้ว ฝนก็จะน้อยกว่าค่าปกตินิดหน่อย ประมาณ 10 – 20 เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ว่าพอเข้าสู่ฤดูฝนกลางเดือนพฤษภาคมแล้วสภาวะฝนก็จะเป็นปกติ ปริมาณฝนก็จะใกล้เคียงกับค่าปกติ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาก็มองว่าเรื่องสภาวะของปริมาณน้ำฝนหรือสภาพน้ำปีนี้จะ ไม่ค่อยเป็นปัญหา ขึ้นอยู่กับในช่วงของฤดูร้อนตรงนี้ กรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบริหารจัดการน้ำ อย่างไร เพื่อแก้ไขตรงนี้

นายกรัฐมนตรี ซึ่ง ก็ต้องพูดไปถึงพี่น้องเกษตรกรด้วยนะครับ เดี๋ยวจะบอกว่าทางกรมมาทำอยู่ฝ่ายเดียวคงไม่ได้ ต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน และช่วงต้นรายการเราก็ได้เห็นนะครับว่าถ้าทำงานใกล้ชิดกันระหว่างพื้นที่กับ พี่น้องประชาชน ไม่มีความเสียหายและไม่มีความขัดแย้ง

ผู้ดำเนินรายการ ทีนี้เรามาดูตอนนี้สถานการณ์จริง ๆ ณ ขณะนี้ครับเพิ่งจะเข้าสู่เดือนที่ 2 ของปีสัปดาห์แรก ตอนนี้เรื่องการเพาะปลูกเป็นอย่างไรบ้างแล้วครับ กลัวกันขนาดไหนว่าเราจะน้ำพอ ไม่พออย่างไรครับ

อธิบดีกรมชลประทาน ก็ถ้าดูตามแผนที่ทางกรมชลประทานร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ วางแผนการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้งไว้นะครับ ก็คือในพื้นที่ที่เรากำหนดในเขตชลประทาน กับพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีแหล่งน้ำของตัวเองนะครับ ถ้าเกษตรกรปลูกตามแผนที่คณะกรรมการ กำหนด ตรงนี้ก็คิดว่าไม่มีปัญหาในการปลูกพืชนะครับ ยกเว้นพื้นที่ที่นอกเหนือจากนี้ต้องระวัง พื้นที่นอกเหนือจากนี้ต้องระวังคืออะไร ก็คือพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำของตัวเอง กับพื้นที่ที่ช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ที่ฝนตกค่อนข้างต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่ว ๆ ไปตรงนั้นจะต้องระวัง

นายกรัฐมนตรี เรามีวิธีแก้ไหมครับ

อธิบดีกรมชลประทาน จะเป็นฝนตกต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ฝนในรอบปีที่แล้วนะครับ จะเห็นว่าสีแดงฝนจะต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยก็จะอยู่บริเวณภาคเหนือกับภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ภาคตะวันออก เพชรบุรี ประจวบฯ แล้วลงไปแถวสุราษฎร์ ชุมพร ที่น้อยเมื่อฝนน้อยก็ไม่สัมพันธ์กับน้ำในเขตนะครับ

ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งตอนนี้ที่เราเห็นชัด ๆ อย่างที่เราดูรายงานพิเศษไป ข้างบนก็จะเป็นเขื่อนแม่กวงนะครับ ตรงกลางจะเป็นเขื่อนทับเสลา พื้นที่สีแดงชัดเจน แล้วอย่างนี้เราจะทำอย่างไรดีครับในเมื่อมันเห็นภาพ

นายกรัฐมนตรี ขณะนี้แผนการจัดสรรน้ำก็อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้คุยไปเมื่อสักครู่นี้ก็มี การ ดำเนินการกันอยู่ แล้วก็ต้องมีการเฝ้าระวังใช่ไหมครับ การเฝ้าระวังการติดตามข้อมูลนี่เราทำอย่างไรครับ มีอะไรที่

อธิบดีกรมชลประทาน ขณะนี้การเฝ้าระวังติดตามข้อมูลก็คือในพื้นที่ที่เรากำหนดไว้นะครับเราจะมี เก็บข้อมูลตลอดว่า การปลูกพืชขณะนี้เป็นอย่างไรนะครับ แต่เราไม่ได้เก็บข้อมูลอย่างเดียวนะครับ เราทำการประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรรู้ล่วงหน้าตั้งแต่การเข้าช่วงฤดูแล้งนะ ครับ และเริ่มแผนการเพาะปลูกเลยว่ามีปริมาณเราน้ำมีน้อยนะปีนี้ และควรจะเพาะปลูกได้ขนาดไหนที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยาก จะเสริมนิดหนึ่งท่านนายกฯ ครับ จะเห็นว่าแผนที่เราวางไว้นะครับ ซึ่งขณะนี้ผมเรียนว่าในทั้งหมดนาปรังประมาณ 9.5 ล้านไร่ ถ้าเรามาดูในภาพรวมนี้ ในภาพรวมนี้เราคิดว่าเรามีน้ำที่จะจัดสรรในฤดูแล้งนี้ประมาณ 20,000 เศษ ๆ ปัจจุบันใช้ไปแล้วประมาณ 10,000 กว่า ๆ หรือประมาณ 51 เปอร์เซ็นต์ ยังมีใช้อยู่

นายกรัฐมนตรี ประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ยังพอไปได้ ซึ่งขณะนี้เราระบายน้ำ มา ประมาณ 120 ล้านต่อวันในขณะนี้ ทั้งประเทศโดยเฉลี่ยแล้วลองคำนวณดูแล้วว่าช่วงที่เหลือนี้ กุมภาพันธ์เข้ามาหน่อยหนึ่งแล้ว มีนาคม เมษายน ก็หมดฤดูแล้ง ถ้ายังอยู่ในเป้าในลักษณะอย่างนี้ ผมมั่นใจนะครับว่า

นายกรัฐมนตรี บริหารจัดการได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดการน้ำได้ เว้นแต่พี่น้องเกษตรกรไปปลูก นอกเหนือจากเป้าหมายที่เราวางไว้ตรงนี้

ผู้ดำเนินรายการ นี่คือประเด็นครับ เราจะทำอย่างไรให้เป็นไปตามเป้า ข้าวก็ราคาดี

นายกรัฐมนตรี คือจริง ๆ แล้วก็พื้นที่สำคัญนะครับ เพราะว่าจะให้ส่วนกลางกำหนดทุกอย่างแล้วก็ไปสามารถประชาสัมพันธ์ทำความเข้า ใจ และบริหารจัดการทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะฉะนั้นในส่วนพื้นที่เองก็เป็นหัวใจในการที่จะต้องเข้าไปประสานงาน

อธิบดีกรมชลประทาน ตรง นี้การมีส่วนร่วมอย่างที่ท่านนายกฯ ว่านะครับ พื้นที่อาจจะเป็นทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอนะครับ กลุ่มผู้ใช้น้ำ รวมทั้งหน่วยราชการต่าง ๆ กรม ชลประทาน กับกรมส่งเสริมการเกษตร ตัวอย่างเช่น ที่แม่กวง ที่น้ำน้อย หรือที่ทับเสลาที่ อุทัยธานี และอ่างอื่น ๆ ที่ต้องบริหารจัดการโดยระมัดระวัง ก็จะมีการประชุมร่วมกัน และกำหนดแผน อย่างเช่นที่อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ซึ่งมีน้ำ จำนวนจำกัด ก็จะมีการประชุมกันโดยท่านนายอำเภอเป็นประธาน ก็กำหนดแผนปลูกพืชนะครับว่าให้เหมาะสมกับน้ำ แต่ว่ามีปัญหาเรื่อง การตกลงว่าจะปลูกอย่างไรนะครับ สุดท้ายก็สรุปว่ามติที่ประชุมให้หมดเลย ให้ใช้น้ำสำหรับ อุปโภค บริโภค อย่างนี้เป็นต้นนะครับ

ผู้ดำเนินรายการ นี่ละครับประเด็นสำคัญก็คือว่าพี่น้องเกษตรกรบางทีจะไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ ตรงไหน เราอยู่ในพื้นที่น้ำน้อยหรือเปล่า หรืออยู่ในพื้นที่น้ำมาก รู้แต่ว่าข้าวราคาดี น้ำกำ ลังมีตอนนี้ ทีนี้จะทำอย่างไรครับให้คนรู้ ต่อไปนี้พี่น้องเกษตรกรดูรายการนี้ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เราจะทำอย่างไรว่า เดี๋ยวออกจากบ้านไปรู้แล้วตรงนี้เราปลูกไม่ได้แล้ว ปีนี้เราปลูกไปแล้ว ทำอย่างไรครับท่านนายกฯ อยากเห็นเป็นรูปธรรม

อธิบดีกรมชลประทาน พื้นที่ที่ปลูกได้นี่นะครับก็คือพื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทาน แล้วก็ปลูกตามที่เรากำหนดไว้ ก็คือจำนวนพื้นที่ตามที่กำหนดไว้นะครับ และก็งดปลูกนาปรังครั้งที่ 2 พื้นที่ที่นอกเขตชลประทานที่มีแหล่งน้ำของตัวเอง ตรงนี้ชาวบ้านจะรู้อยู่แล้วนะครับตรงนี้ ถ้าปลูกตามแผนที่ เรากำหนดไว้ตรงนี้

นายกรัฐมนตรี ทางนี้เขาสงสัย คำว่าปลูกตามแผน เวลาเราทำจริง ๆ ก็คือเจ้าหน้าที่จะต้องลงพื้นที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือขณะนี้ที่ได้ผลมากที่สุดคือเราตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่ง กลุ่มผู้ใช้น้ำแต่ละกลุ่มเขาจะหารือกัน

นายกรัฐมนตรี คือในแต่ละพื้นที่มีกลุ่ม เขารวมกลุ่มกัน เสร็จแล้วก็เข้ามาเชื่อมกับทางหน่วยงานราชการ ซึ่งเราก็จะมีการบอกว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรใช่ไหมครับ ตรงนี้เราก็จะมีการติดตามตัวเลขอะไรต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

ผู้ดำเนินรายการ ก็คือว่าพี่น้องเกษตรกรตอนนี้เข้าหากลุ่มผู้ใช้น้ำของตัวเอง แล้วก็มาดูการวางแผน กันว่าทางราชการว่าอย่างไร ผู้ใช้น้ำว่าอย่างไร ตรงนี้จะเป็นตัวที่ฝ่าวิกฤตภัยแล้งไปได้ เป็น รูปธรรม

นายกรัฐมนตรี อันนี้ก็คือสถานการณ์เฉพาะหน้า ทีนี้ก็ต้องมาดูว่ามองไปในอนาคตเราจะแก้ไขกันอย่างไร ก็จะมาเรื่องของไทยเข้มแข็ง อันนี้จะเริ่มเห็นแล้วว่าที่เราพูดว่าจำเป็นจะต้องมาลงทุนในเรื่องของแหล่ง น้ำอะไรเพิ่มเติมนี้เพราะอะไรนะครับ น้ำจริง ๆ 3 ใน 4 ใช่ไหมครับใช้เพื่อการเกษตร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถูกต้องครับ

นายกรัฐมนตรี 3 ใน 4 แล้วเราก็อยากจะเห็นภาคการเกษตรของเราได้รับโอกาส และผมไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนในอดีต พื้นที่ไหนไม่มีน้ำสิ่งแรกที่อยากได้ก็คือน้ำ เพราะว่าสามารถที่จะเพิ่มรายได้ และปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนี้มีการลงทุนในเรื่องแหล่งน้ำ เข้าใจว่าถ้าคิดเป็นสัดส่วนน่าจะสูง อันดับ 2 อาจจะรองจากเรื่องของถนนหนทางการขนส่ง แต่ว่าไม่มากนะครับห่างกันไม่มาก 2 ตัวนี้เป็นตัวใหญ่สุด และเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าประชาชนคาดหวัง

ผู้ดำเนินรายการ เอาละครับก่อนที่จะลงลึกไปถึงเรื่องของรายละเอียดโครงการไทยเข้มแข็งนะครับ ผมจะขอเชิญชวนคุณผู้ชมและท่านนายกฯ ด้วยนะครับ เราไปดูนะครับว่าพื้นที่ที่มีการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ณ ตอนนี้มีความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ไปดูเลยครับ

(ช่วงสารคดีโครงการไทยเข้มแข็งในจังหวัดต่าง ๆ )

นายกรัฐมนตรี และเราก็จะเห็นว่าจริง ๆ ไทยเข้มแข็งซึ่งทั้งหมด 177,000 ล้านที่กำหนดไว้ในแผน 7,000 กว่าโครงการ ถ้าเราทำได้จะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 1 ล้านกว่าไร่ 1 ล้านกว่าไร่เพิ่มเข้ามานะครับ มีคนได้รับประโยชน์ 400,000 กว่าครัวเรือน อันนี้ไม่นับเรื่องการจ้างแรงงาน ในเรื่องการก่อสร้างเรื่องอะไรด้วยนะครับ ซึ่งกระจายไปทุกภาค ภาคเหนือก็มี 1,400 โครงการ ภาคอีสาน 2,361 โครงการ และมีของภาคกลาง ภาคใต้นะครับ แล้วโครงการจะแบ่งเป็นทั้งโครงการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ที่เริ่มต้นไปแล้วอยู่ตรงนี้นะครับ ประมาณ 2,000 กว่าโครงการ 60,000 กว่าล้าน พื้นที่ประมาณ 500,000 ไร่นะครับ ต้องถามท่านรัฐมนตรีฯ เกษตรฯ เหมือนกันครับว่าคืบหน้าไปสักกี่เปอร์เซ็นต์แล้วตอนนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่กรมชลประทานครับ ซึ่งผมคิดว่าประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับการจัดสรรเงินมาจากสำนักงบประมาณแล้ว ก็เกินครึ่งแล้วครับที่ขณะนี้เราทำข้อผูกพันเรียบร้อยแล้ว และบางส่วนก็เริ่มดำเนินการก่อสร้าง ทีนี้ในส่วนของงานทางด้านกรมชลประทานนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐาน ฉะนั้นการเบิกจ่ายก็อาจจะล่าช้าบ้าง ที่ล่าช้านี้ไม่ใช่แปลว่างานล่าช้านะครับ เพราะว่าผู้รับจ้างจะต้องทำงานให้เสร็จถึงจะเบิกจ่าย

นายกรัฐมนตรี ดู ตัวเงินอย่างเดียวไม่ได้ ดูว่างานในพื้นที่ เรามีเป้าหมายอย่าลืมว่ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจ้างงานด้วย และผลของงานที่ออกมา แต่ว่าขั้นตอนการเบิกจ่ายของราชการก็อาจจะมีช่วงเวลาที่อาจจะ บางทีดูแล้วทำไมเงินยังไม่ออกไป

ผู้ดำเนินรายการ คือหมายความว่าถ้าดูจากผลประสบความสำเร็จของโครงการไทยเข้มแข็งนี้ หมายความว่าถ้าสิ้นสุดโครงการ ปีต่อ ๆ ไปเราอาจจะไม่ต้องมาพูดถึงปัญหาภัยแล้งแบบนี้หรือเปล่าครับ

นายกรัฐมนตรี คืออาจจะเกินไปครับ

อธิบดีกรมชลประทาน ขณะนี้ผมอยากเรียนเสริมท่านนายกฯ นะครับว่า ขณะนี้ปริมาณความต้องการใช้น้ำของเรานี่ยังไม่พอ อยู่อีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันนี้จากการคาดการณ์ล่วงหน้าอีก 10 ปีเราอาจจะต้องการอีกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์จากที่เรามีอยู่ตอนนี้ เพราะฉะนั้นงบไทยเข้มแข็งที่เป็นนโยบายท่านนายกฯ ที่ลงมานี้นะครับ และก็ลงมาเสริมตรงนี้ได้ให้ไวขึ้น ถ้างบปกติแล้วเราจะไปได้ช้ามาก ไม่ทันความต้องการของราษฎรในการใช้น้ำตรงนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือถ้าผมพูดให้เห็นภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ นะครับ พื้นที่การเกษตร 130 ล้านไร่ ขณะนี้เรามีพื้นที่ชลประทานเพียง 28 ล้านไร่ หรือ 21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ถ้าสมมติว่าเราใช้งบปกติในการดำเนินการ ปีหนึ่งได้ประมาณ 150,000 ทีนี้ 3 ปีท่านนายกฯ ให้ไทยเข้มแข็งมา 3 ปีเราได้พื้นที่ 1,100,000 ไร่นะครับ ก็เฉลี่ยแล้วปีละประมาณ 300,000 เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปกติ จึงได้ขับเคลื่อนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำพัฒนาต่อไปก็คือว่า พื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาชลประทานมีทั้งหมดประมาณ 60 ล้านไร่ เราขาดอีก 30 กว่าล้านไร่ที่จะไปสู่ตรงนั้น คือไทยเข้มแข็งเอามาเสริมแล้วมาขับเคลื่อนให้ไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น

นายกรัฐมนตรี ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา 18 ปีนะครับ ทุกปีหรือสภาฯ ทุกชุดจะต้องตั้งกรรมาธิการมาศึกษาเรื่องน้ำ และจะมาดูความต้องการมาคำนวณว่าจะต้องทำกันอีกเท่าไรนะครับ ถ้าเทียบบัญญัติไตรยางค์ว่าแต่ละปีทำได้เป็น สมมติ 100,000 ไร่คำนวณออกมาแล้วไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าในชีวิตเราจะเสร็จหรือเปล่า เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็ยังมีอีกเยอะที่จะต้องทำ และขณะเดียวกันก็ต้องบอกด้วยว่าการทำโครงการต่าง ๆ เราจะไปหวังว่าทำโครงการแล้วทุกอย่างดีขึ้นมาด้านเดียวก็ไม่ได้ เราจะเห็นเหมือนกันว่าถ้าไม่ศึกษาให้รอบคอบถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ แล้วถ้าหากมีส่วนไปทำลายสิ่งแวดล้อม เราคิดว่าเราเติมน้ำ แต่เราก็ไปสูญเสียในส่วนอื่นด้วย นั่น ประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าต้องทำความเข้าใจกันนะครับ

ประเด็น ที่สองก็คือว่าไม่ว่าเราจะเติมน้ำหรือทำโครงการอย่างไร การบริหารจัดการก็ยังเป็นเรื่อง สำคัญ สมมติว่ายกตัวอย่างอย่างที่เรากลับไปเมื่อสักครู่นี้ ว่าเราไปส่งเสริมให้เกษตรกรทำนาปีละ 3 ครั้ง 4 ครั้ง ผมว่าถึงจะทำโครงการนี้ก็อาจจะไม่พออีก เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการสำคัญ จริง ๆ แล้วมียุคหนึ่งองค์กรระหว่างประเทศเขาจะมาขอร้องว่าต่อไปนี้เราจะต้องเก็บ ค่าน้ำสำหรับ การเกษตร สำหรับอะไรต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ว่าสิ่งที่เราใช้คือว่าการขอความร่วมมือ แต่ผมก็ดีใจวันนี้ที่ได้ยินท่านรัฐมนตรีพูดถึงว่าเรามีลักษณะของการรวม กลุ่มการใช้น้ำ การมีส่วน ร่วม แต่ถ้าเราบริหารจัดการอย่างนี้ได้ เราเติมน้ำเข้าไปเราก็จะมีความหวังว่า เราจะใช้น้ำได้ อย่าง มีประสิทธิภาพ ดีที่สุดแล้วอย่าคาดหวังว่าให้มีการสร้างให้มีการเพิ่มให้มีการเติม แต่ว่าเรื่องการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างประหยัด ก็เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการ เป็นไปได้

ผู้ดำเนินรายการ ที นี้เราพูดถึงในวันนี้ ปัญหาอาจจะยังไม่รุนแรง ทีนี้เราจะป้องกันอย่างไรครับที่จะไม่ให้พี่น้องเกษตรกรฝ่าฝืนกฎออกมา เราจะทำอย่างไร

นายกรัฐมนตรี อย่างน้อยที่ผมบอกคือโครงการประกันรายได้วางหลักเกณฑ์เอาไว้ชัดเจนนะครับ นาปี 1 ครั้ง นาปรัง 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นเกษตรกรเองก็จะต้องทราบว่าถ้าไม่ทำตามนี้มีความเสี่ยงหลายด้าน ความเสี่ยงด้านหนึ่งแน่ ๆ ก็คือเรื่องปัญหาราคาที่เกิดขึ้น กับสอง ความเสี่ยงในเรื่องว่าถ้าไม่ทำตามที่ราชการ ราชการไม่สามารถปล่อยน้ำให้ได้ก็เกิดความเสียหายนะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราจะไปเชื่อมโยงเพราะว่าสัปดาห์ก่อนผมกับท่านรัฐมนตรีก็ไปดูเรื่อง เพลี้ย เรากำลังจะมาดูอีกระบบหนึ่งก็คือเรื่องการประกันเกี่ยวกับความเสียหายของพืช ผล ก็คงจะเอาหลักการเดียวมาใช้ละครับว่า การจะได้รับประโยชน์จากโครงการประกันพืชผลนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความร่วม มือกับราชการด้วยครับ ถ้าราชการบอกทำเท่านี้ แล้วไม่ทำเท่านี้ แล้วจะให้เราไปประกันด้วย อย่างนั้นเราก็จะส่งสัญญาณที่ผิด เพราะฉะนั้นรัฐบาลผมว่ามีความรับผิดชอบในการกำหนดให้เกิดความชัดเจนในเชิง นโยบายในการใช้ทรัพยากรนะครับ และถ้าประชาชนร่วมมือเราก็ต้องมีแรงจูงใจให้เขา ในทางกลับกันถ้าประชาชนไม่ร่วมมือ เราก็ต้องให้เกิดวินัยขึ้น ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะทำงานไม่สำเร็จ หลายเรื่อง ผมว่าท่านรัฐมนตรีแม้ว่าจะเพิ่งมาเป็นรัฐมนตรี แต่ว่าเป็นข้าราชการมาตลอดอยู่กระทรวงเกษตรฯ ท่านจะทราบนะครับว่าหลายครั้งเอาเข้าจริง ๆ ถ้ารัฐบาลเองไม่มีวินัย ประชาชนก็มองว่าร่วมมือกับราชการไปก็เท่านั้น ไม่ร่วมมือสุดท้ายก็สามารถที่จะมาเรียกร้องได้ พอเป็นอย่างนั้นปั๊บในที่สุดมันไม่สำเร็จ เราก็เห็นปัญหาหลายครั้งที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ผมคิดว่าในส่วนนี้รัฐบาลเองก็ต้องมีวินัย และมีความชัดเจน ก็ต้องสื่อสาร ถ้าไม่สื่อสารประชาชนก็มีสิทธิที่จะบอกได้ว่าไม่เห็นรู้เลยว่าราชการต้องการ ความร่วมมืออย่างนี้ ต้องการให้เขาทำอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าขณะนี้เราก็ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ แล้วก็มีการประสานงานให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่สม่ำเสมอ ถ้าเป็นแนวทางนี้ผมคิดว่าเราจะบริหาร จัดการได้

ผู้ดำเนินรายการ ทีนี้ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นแล้ว ในอนาคตอาจจะเกิดการแย่งน้ำกันขึ้น เพราะว่าเชื่อ ว่าวินัยที่ท่านนายกฯ พูดถึงอาจจะครอบคลุมไม่หมด จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้ เราจะอาจจะเดือนถัดไป เราจะทำอย่างไรครับ อาจจะมีการแย่งน้ำ กักตุนน้ำ ตอนนี้บางสายน้ำก็มีการกั้นลำน้ำกันแล้วด้วย ทำอย่างไรครับตอนนี้ ทำได้มากน้อยแค่ไหนครับ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ขณะนี้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังทำอยู่ก็คือเราจะจัดระบบการปลูกข้าว ใหม่เลย ว่าต่อไปจากที่ท่านนายกฯ ได้พูดเมื่อสักครู่นี้นะครับ ก็ประเมินกันว่าเราทำนากันไม่มีระบบนี้ ศัตรูพืชก็ตามเข้ามา อะไรต่าง ๆ มาหมด ซึ่งขณะนี้ก็กำลังจัดทำระบบการปลูกข้าวใหม่ทั้งหมดเพื่อจะวางแผนเป็นขั้น เป็นตอน สำหรับประเด็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ว่าอาจจะมีการแย่งน้ำที่เกิดขึ้นในขณะ นี้น ผมคิดว่าอาจจะเป็นเฉพาะกรณีเล็ก ๆ ในบางพื้นที่เท่านั้นเอง ถ้าโดยภาพรวมทั้งหมดก็ยังไม่ถึงขั้นที่ว่านะครับ เพราะว่าบางครั้งพี่น้องเกษตรกรเห็นน้ำในลำธารมีน้ำในลำคลอง หรือห้วยหนอง คลอง บึงมี มากน้อยแค่ไหนฉันไม่ สนใจหรอก เห็นมีน้ำฉันก็สูบมาทำ พอสูบมาทำเสร็จแล้วมันก็ไม่เพียงพอต่อการใช้น้ำ ซึ่งก็เป็นอันตราย ซึ่งผมก็เคยเรียน

ผู้ดำเนินรายการ เขาจะมีความผิดไหมครับ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คง ไม่มีหรอกครับ อย่างที่เคยบอกให้พี่น้องเกษตรกรพูดให้ฟังอยู่เสมอว่า คือมันไม่คุ้มต่อการลงทุน ถ้าท่านปลูกเพื่อหวังเงินชดเชย อย่างในฤดูแล้งนี้ก็ไม่ได้สตางค์ ได้ไป 600 บาทมันไม่คุ้มต่อการลงทุนนะครับ ถ้าคิดว่าปลูกเพื่อหวังโครงการประกันรายได้ของเรา ก็ขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรก็ดี ส่วนต่างไม่มี พี่น้องก็ไม่ได้อีก

นายกรัฐมนตรี 300 บาท สำหรับนาปีภาคใต้นะครับ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะนารอบ 2 นี้ไม่มีนะครับ

นายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ไม่คุ้มครับ ถ้าหวังแค่เงินชดเชย หวังแค่เงินช่วยเหลืออย่างไรก็ไม่คุ้ม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้ทำตามที่เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรหรือกรมชลประทานออกไปให้คำแนะนำ

ผู้ดำเนินรายการ บางพื้นที่เกิดขึ้นแล้วแน่นอนครับ ข้าวยืนต้นตาย ตรงนี้มีการช่วยเหลืออย่างไรไหมครับ

นายกรัฐมนตรี ตอนนี้กำลังแยกแยะความจริงวันอังคารที่จะถึงเรื่องของความเสียหายจากเพลี้ย ทางกระทรวงเกษตรฯ กำลังจะเสนอเรื่องเข้าครม.เพื่อมีการแก้ปัญหาทั้งระบบตัดวงจร ซึ่งจะต้องมีการใช้งบประมาณ ท่านรัฐมนตรียืนยันกับผมว่าวันอังคารเข้าสู่ครม.แน่นอน ก็คงพิจารณาให้เรียบร้อย ส่วนภัยแล้งก็เช่นเดียวกันนะครับ ผมได้มอบหมายท่านรองนายกฯ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการที่ดูแลเวลาที่เกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ ในการรวบรวมสำรวจความเสียหาย ดูหลักเกณฑ์การชดเชยและมีการนำเสนอครม.มา เพราะว่าผมพูดไว้แล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และท่านรองฯ สนั่นก็ติดตามสถานการณ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเฉพาะหน้าในขณะนี้ ถ้ามีแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ ทางกรมชลประทานเองมีเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่อยู่ประมาณ 1,200 เครื่อง ที่จะออกไปช่วยเหลือ ซึ่งในขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองเรามีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งได้เริ่มเปิดฐานแล้ว ขณะนี้จะเริ่มที่หัวหินก่อน ในเดือนนี้จะเปิดทั้งหมด 5 หน่วย โดย 7 ฐานที่จะดำเนินการทำฝนหลวงเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับบรรยากาศ

ผู้ดำเนินรายการ บอกเป็นรูปธรรมได้ไหมครับ 1-2-3 ง่าย ๆ พี่น้องเกษตรกรเจอปัญหาภัยแล้งเข้าไปแล้วจะทำอย่างไร 1-2-3 ต้องไปทำอะไรบ้าง ติดต่อตรงไหนอย่างไรง่าย ๆ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ง่ายๆ ที่สุดก็ 1. คนที่อยู่ใกล้ท่านที่สุดก็คือเกษตรตำบล เพราะต้องไปประสานกับเกษตรตำบล เพื่อเขาจะได้บอกขึ้นมาข้างบนเหนือขึ้นไปที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรได้ และถ้าอยู่เกษตรตำบลก็จะประสานกับชลประทานในพื้นที่ ในเรื่องของเครื่องสูบน้ำ สิ่งสำคัญในเรื่องของ ภารกิจ ในเรื่องสูบน้ำนี้เราก็ถ่ายโอนมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วส่วนหนึ่ง ด้วย เพราะฉะนั้น องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถดูแลท่านด้วยในเรื่องเหล่านี้

นายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าเมื่อสักครู่นี้บนจอนี้เขาก็มีให้ดูเรื่องความช่วยเหลือ เรื่องอะไรต่าง ๆ

อธิบดีกรมชลประทาน นี่เป็นเรื่องความช่วยเหลือเรื่องเครื่องสูบน้ำ ที่เราได้ดำเนินการออกไปช่วยเหลือแล้ว ภาคเหนือเราออกไป 93 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 191 เครื่อง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก 91 เครื่อง ส่วนภาคใต้ยังไม่ได้ออกเลย

ผู้ดำเนินรายการ นี่คือยังอยู่ในแผนของเราด้วยใช่ไหมครับ

อธิบดีกรมชลประทาน ครับ ที่ตรงไหนมีความเดือดร้อน เรามี 1,200 เครื่องที่พร้อมช่วย มีรถบรรทุกน้ำด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีการร้องขอ

ผู้ดำเนินรายการ แต่ย้ำว่าต้องอยู่ในพื้นที่แผนที่ทางกรมชลประทานกำหนดให้มีการปลูกพืชฤดูแล้งถูกต้อง ไหมครับ หรือนอกพื้นที่ด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั่วไปครับ หมายความว่าถ้าพี่น้องเกษตรกรประสบปัญหา ถ้าเกิดมี 2 แหล่ง ที่กรมชลประทานแหล่งหนึ่ง ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกแหล่งหนึ่ง

ผู้ดำเนินรายการ ทีนี้ปัญหาในระยะยาวที่นอกจากโครงการไทยเข้มแข็ง บางทีเราพูดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เราก็จะพูดถึงเรื่องของการเอาน้ำไปให้พี่น้องเกษตรกร ในเรื่องของการจัดการน้ำให้คุ้ม ให้มีระเบียบวินัย ตรงนี้เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรให้คนเข้าใจในระยะยาว ว่าเดี๋ยวนี้สภาพธรรมชาติไม่เหมือนเดิมแล้ว เอลนิโญท่านอธิบดีกรมอุตุฯ ก็ว่าแล้ว ง่าย ๆ ก็คือทั้งร้อนและแล้งที่เราจะต้องเจอ เราจะทำอย่างไรดีครับในระยะยาว

นายกรัฐมนตรี ผมว่าความตื่นตัวของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ไปมีมากขึ้นโดยลำดับ สิ่งสำคัญก็คืออย่างที่ผมบอกว่าจริง ๆ แล้วตัวโครงการหรือนโยบายของรัฐบาลเองที่จะส่งสัญญาณเป็นเรื่องสำคัญ ผมยังมั่นใจนะครับ เพราะว่า กลับไปเรื่องประกันรายได้ ที่บอกว่าต่อไปเรามีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าเราให้ประกันได้กี่รอบ ผมย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่เราบอกถึงเรื่องของพันธุ์ข้าว ว่าประกันรายได้เราจะไม่ประกันให้กับข้าวพันธุ์ที่คุณภาพต่ำ อายุสั้น พอประกาศไปครั้งแรกเราต้องมีการ อะลุ้มอล่วยนิดหน่อย เพราะว่าค่อนข้างกระชั้น ปีที่แล้ว แต่ว่าเท่าที่สำรวจตรวจสอบปีนี้ ผมว่าพฤติกรรมเปลี่ยน พอประชาชนรับรู้รับทราบว่า ข้าวคุณภาพต่ำที่รัฐพูดว่าไม่ส่งเสริม นอกจากพูดไม่ส่งเสริมแล้วคือ ยืนยันไปด้วยโครงการเลยว่าไม่ประกันให้ นาปรังรอบนี้ก็รู้สึกว่าลดลงไปเยอะในเรื่องของข้าวอายุสั้น และผมเชื่อนะครับ ผมยังเชื่อในแนวทางการทำงานอย่างนี้ว่า ถ้ารัฐบาลมีนโยบายส่งสัญญาณ สื่อสาร มีเหตุมีผล รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผมมั่นใจประชาชนให้ความร่วมมือ

ผู้ดำเนินรายการ คือเรื่องของภัยแล้งถ้าฟังแล้วก็คือเรื่องของการปรับตัวแล้ว ตอนนี้รัฐบาลเหมือนกับวางกรอบให้พี่น้องเกษตรกรปรับตัว ทีนี้ถ้าใครปรับตัวไม่ได้ ต่อไปอาจจะลำบากถูกต้องไหมครับ

นายกรัฐมนตรี แต่ว่าเราก็ต้องพยายามไม่ให้เกิดขึ้น อย่าไปบอกว่าใครไม่ คือเราต้องพยายามไปดูว่าเหตุผลอะไรด้วย แต่ผมคิดว่าทุกคนต้องตระหนักถึงส่วนรวมมากขึ้น ตระหนักถึงจริง ๆ แล้วถ้าจะพูดกลับไปจริง ๆ ก็ตระหนักถึงปรัชญาความพอเพียง ถ้าหากว่าเรายังคิดว่าอยากจะทำอะไรโดยไม่มีขอบเขต ไม่จำกัด มันไม่ใช่ ธรรมชาติก็มีข้อจำกัด และการบริหารจัดการของเรา พฤติกรรมของเราเป็นสำคัญในการที่จะทำให้ทุกอย่างมีความพอเพียง และสามารถเดินไปได้

ผู้ดำเนินรายการ ตอนนี้เราจะทำยังไงดีครับ เราอยู่ในห้องวอร์รูม อีก 2-3 เดือนหรืออาจจะถึง 4 เดือนกว่าจะไปเจอฝนรอบใหม่ วอร์รูมครั้งหน้าของเรา

นายกรัฐมนตรี ห้องนี้เดี๋ยวจะบอกว่าเหมือนกับนาน ๆ เรามาที มีคนประจำอยู่ตลอดนะ เรามีข้อมูลอยู่ตลอด ตามเวลาจริงใช่ไหมครับ

อธิบดีกรมชลประทาน ทางด้านโน้นจะเป็นระดับน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ ทางด้านโน้นจะเป็นของลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่างตรงนี้จะเป็นของตัวประตูที่เราเห็นว่าระดับน้ำด้านเหนือน้ำที่จะผ่าน ประตูระดับอยุ่เท่าไหร่

นายกรัฐมนตรี ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านทั้งหมดเป็นการวัด realtime เข้ามาตรงนี้

ผู้ดำเนินรายการ อย่างนี้เราจะมองเห็นเลยใช่ไหมครับว่านี่คือภาพปัจจุบันว่าน้ำ ณ จุดที่มีการติดกล้อง CCTV ระดับน้ำอยู่แค่ไหน

อธิบดีกรมชลประทาน ถูกต้องครับ

ผู้ดำเนินรายการ อย่างในภาพเราจะเห็นตรงไหนวิกฤตครับ ถ้าเห็นปุ๊บเราจะรีบบริหารจัดการทันที สั่งการทันที

อธิบดีกรมชลประทาน ตรงนี้คืออยู่ในระหว่างเกณฑ์ปกติอยู่ใช้ได้

ผู้ดำเนินรายการ อย่างที่ผมเห็นประตูระบายน้ำอู่ตะเภา ยังปกติอยู่นะครับ

อธิบดีกรมชลประทาน ถูกต้องครับ

ผู้ดำเนินรายการ ถ้าถึงขั้นวิกฤต พอเห็นภาพ และเราจะออกไปสู่การจัดการเลย ต้องดูอย่างไรครับ

อธิบดีกรมชลประทาน คือตรงระดับนี้จะตัวกรอกว่าระดับน้ำ อย่างอันนี้เป็นของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตัวทางด้านนี้จะเป็นระดับที่บอกว่าแต่ละสถานี สมมติจากฝายแม่ยมขณะนี้อยู่ระดับเท่าไหร่ ที่อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ที่อำเภอวังชิ้นอยู่ระดับเท่าไหร่ พอเราดูระดับเท่าไหร่มันจะเป็น realtime เข้ามาเลย และเราก็จะดู ทางเจ้าหน้าที่โอเปอร์เรทก็จะรู้ว่าขณะนี้น้ำต่ำกว่าเกณฑ์หรือยัง จะมีปัญหาหรือยังในลำน้ำต่าง ๆ เหล่านี้

ผู้ดำเนินรายการ ทีนี้ถ้ากลุ่มผู้ใช้น้ำเมื่อสักครู่นี้เราบอกว่า พี่น้องเกษตรกรไปหากลุ่มผู้ใช้น้ำ ทีนี้กลุ่มผู้ใช้น้ำบอกว่าผมต้องการน้ำเพิ่ม แล้วบอกมาที่กรมชลประทาน กรมชลประทานจะบริหารจัดการอย่างไรครับ จะบอก เขาอย่างไร ได้ไม่ได้อย่างไร

นายกรัฐมนตรี ปกติกลุ่มผู้ใช้น้ำเราจะประชุมกันก่อน ก่อนฤดูที่จะส่งน้ำ เขาต้องรู้ว่าน้ำพอปล่อยลงมากว่า จะถึงในส่วนของเขาใช้เวลาเท่าไหร่

ผู้ดำเนินรายการ พี่น้องเกษตรกรต้องบริหารจัดการในลักษณะนี้ด้วย ถ้าเริ่มแล้วเขาตกลงกันก่อน

อธิบดีกรมชลประทาน แต่ขณะเดียวกันเวลาใช้ไปแล้วอาจจะมีปัญหาบ้างนิดหน่อยก็มาประชุมปรับแผนกันเพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่เราจะกักไว้ให้

ผู้ดำเนินรายการ ถ้าฟังอย่างนี้ แล้งนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่มันยังอีกหลายเดือนนะครับ และก็ข่าวที่สื่อสารมวลชนออกมา เราเจอปัญหาเยอะ

นายกรัฐมนตรี การทำงานพวกเราไม่มีความประมาท เพราะฉะนั้น เราก็จะติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ว่าการวางแผนล่วงหน้า ผมคิดว่าถ้าช่วยและการได้รับความร่วมมือก็จะทำให้มันราบรื่นกว่า ถ้าหากว่าไม่มีระบบเหล่านี้เลย ผมก็ยังยืนยันว่าเมื่อเราทำงานไปอีกระยะหนึ่ง ระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรทั้งหมด จะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ เราจะได้ใช้ประโยชน์จากการที่เราจะต้องมาขึ้นทะเบียนในการที่จะทำประกันราย ได้ ประกันพืชผล ทั้งหมดตรงนี้จะช่วยเราได้อย่างมาก ผมตั้งใจเอาไว้ว่าขณะนี้เรายังต้องพึ่ง พูดง่าย ๆ คือพึ่งเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. กับเกษตร ไปสำรวจไปทำข้อมูลต่าง ๆ แต่ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ผมคิดว่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเป็นตัวที่ทำให้เรามีข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้น รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และน่าจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้ดำเนินรายการ สรุปอีกนิดหนึ่งครับว่า วอร์รูมของรัฐบาลจะดูแลปัญหาภัยแล้งของพี่น้องเกษตรกรถี่แค่ไหนอย่างไร จนกว่าจะพ้น

นายกรัฐมนตรี ที่คุยกันมาตั้งแต่ต้น การวางแผน การตกลงเรื่องการใช้น้ำ ได้ดำเนินการกันล่วงหน้า และที่กรมชลประทานจะมีการติดตามข้อมูลที่เป็นข้อมูลเป็นจริง ณ ขณะเวลานั้น ๆ ตลอดเวลา และถ้าหากว่ามีปัญหาเกิดขึ้น ปัญหาใดสามารถที่จะแก้ไขได้ในระดับหน่วยงาน ระดับพื้นที่ ก็จะสามารถดำเนินการได้เลย แต่ถ้าปัญหารุนแรงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความสนับสนุนจากทางรัฐบาล ก็จะส่งมา และทางกระทรวงเกษตรฯ จะนำเรื่องเข้าไป ครม.ก็จะสามารถที่จะอนุมัติให้มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้

ผู้ดำเนินรายการ ที่สำคัญย้ำว่าต้องมีวินัย ณ ขณะนี้

นายกรัฐมนตรี ก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนนะครับ เพราะว่าทั้งหมดไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ว่าเพื่อให้ทุกคนสามารถที่จะอยู่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนเป็นพิเศษ ผู้ดำเนินรายการ ตลอดเวลาที่เราได้พูดคุยกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเห็นได้ว่าภัยแล้งปีนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งเลยนะครับ เพราะว่าเราเห็นแล้วนะครับว่าน้ำจะไม่เพียงพอสำหรับการทำนา ปรังในรอบที่ 2 ย้ำนะครับต้องมีวินัยในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปีนี้เป็นอย่างดีครับ เพราะว่าน้ำจะไม่เพียงพอแล้ว และนี่คือรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ในภาคที่เกี่ยวกับเรื่องของการฝ่าวิกฤตภัยแล้ง คุณผู้ชมต้องมีวินัยเป็นอย่างยิ่งครับ และตอนนี้ผมต้องลาไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ

โดย กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

ที่มา -  รัฐบาลไทย

แบ่งปันผ่านทาง Social networks

  • แบ่งปันผ่านทาง  googlebuzz
  • ส่งหน้านี้เข้าอีเมล์
  • พิมพ์หน้านี้

ขนาดตัวอักษร

  • ตัวหนังสือขนาดปกติ
  • ตัวหนังสือขนาดปานกลาง
  • ตัวหนังสือขนาดใหญ่